วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ถึงยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย

เขาคิชฌกูฏ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
จากตอนที่แล้ว เราเล่าค้างถึงการเดินทางมาถึงครึ่งทางของการเดินสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ซึ่งอยู่ที่รัฐพิหารประเทศอินเดีย ระหว่างทางไกด์ก็บรรยายเรื่องราวในสมัยพุทธกาลที่น่ารู้และเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่เรากำลังเดินทางขึ้นไปมากมาย ประกอบกับเราอยู่ในพื้นที่จริง สถานที่ที่เหตุการณ์เหล่านั้นเคยเกิดขึ้นจริง ทำให้แทบจะหลับตาเห็นภาพได้ถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น

จุดนัดพบรวมพล ก่อนเข้าไปในเขตมูลคันธกุฎี
ในที่สุดคณะของเราทั้ง 9 คนก็เดินขึ้นมาถึงยอดเขา มาเจอกับผู้ร่วมคณะอีก 1 ท่านที่ขึ้นมาด้วยบริการลูกหาบชาวอินเดีย ที่จุดนี้เป็นจุดพักคอยสังเกตเห็นมีการประดับธงและการวางก้อนหินเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตามปรัชญาของเซน ที่เปรียบให้เห็นถึงความสมดุลของศีลสมาธิเเละปัญญา โดยหินจะตั้งมั่นอยู่ไม่ได้เลยหากขาดหลักธรรมไตรสิกข้อนี้เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม และยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเรียงหินรูปเจดีย์เพื่อไถ่บาปด้วย
ตำแหน่งที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้าจนทรงห้อพระโลหิต
จุดที่พระเทวทัตตั้งใจทำร้ายพระพุทธเจ้า ถัดจากจุดที่ประดับธงเลยไปเล็กน้อย ก็จะพบกับตำแหน่งพื้นที่ที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้าจนทรงห้อพระโลหิต และหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้เป็นผู้เข้าเฝ้ารักษาพระอาการ จุดนี้ดร.นพดลได้เล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นอย่างละเอียดพอสมควร 
ถ้ำพระสารีบุตร
ถ้ำพระสารีบุตร เดินไปจากจุดที่พระเทวทัตกลิ้งหินไปเล็กน้อยก็จะเจอถ้ำพระสารีบุตร ซึ่งเป็นถ้ำที่พระสารีบุตรเคยจำพรรษาอยู่  พระสารีบุตรได้รับการยกย่องเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า และยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเลิศกว่าพระภิกษุทั้งปวงในด้านสติปัญญา  มีคุณธรรมในด้านความกตัญญู และการบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่พุทธศาสนามากมาย จึงมีคำยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็น "ธรรมเสนาบดี" (แม่ทัพธรรม) คู่กับพระพุทธเจ้าที่เป็น "ธรรมราชา" คนที่เดินทางไปสักการะถ้ำพระสารีบุตรจึงมักนิยมอธิษฐานขอให้มีปัญญา 
ถ้ำพระโมคคัลลานะ
ถ้ำพระโมคคัลลานะ เดินจากถ้ำพระสารีบุตรไปอีกนิดหน่อยไม่ไกลกัน ก็จะเจอถ้ำพระโมคคัลลาหรือพระมหาโมคคัลลานเถระ  ผู้ได้รับการยกย่องเป็นพระภิกษุอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นพระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์มาก เป็นเพื่อนสนิทออกบวชมาพร้อมกันกับพระสารีบุตร  ด้วยที่ท่านมีฤทธิ์อภินิหารมากคนที่ไปสักการะถ้ำที่พักของพระโมคคัลลานะจึงนิยมอธิษฐานขอให้มีสุขภาพแข็งแรง
ถ้ำพระมหากัสสปะ 
ถ้ำพระมหากัสสปะ   อยู่ถัดไปจากถ้ำพระโมคคัลลานะอีกเพียงเล็กน้อย พระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์สาวกสำคัญอีกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะที่ทรงยกย่องและให้ถือเป็นแบบอย่างในด้านผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์ ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ท่านได้เป็นประธานในการสังคายนาครั้งที่1 ของศาสนาพุทธ โดยเกิดจากหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานเพียง 7 วัน ก็มีผู้คิดที่จะประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจากพระธรรมวินัย  จึงชักชวนพระอรหันต์เถระทั้งหลาย ซึ่งล้วนทันเห็นพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ได้ฟังคำสอนของพระองค์มาโดยตรง เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้าให้มาประชุมกันเพื่อช่วยกันรวบรวมและประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในการทำสังคยาครั้งนั้นใช้เวลานานถึง 7 เดือนโดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์

กุฏิของพระอานนท์
กุฏิพระอานนท์  กุฏิพระอานนท์ จะเป็นปราการสุดท้ายก่อนถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ เป็นพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าที่ทรงยกย่องว่าท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าพระภิกษุสาวกทั้งหลาย 500 ประการ คือ เป็นพหูสูต มีสติ มีคติ มีธิติ และเป็นพุทธอุปัฏฐาก  ในสมัยพุทธกาลผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าต้องแจ้งพระอานนท์ก่อนเพื่อให้พระอานนท์ไปทูลขออนุญาตจากพระพุทธเจ้า เป็นประเพณีที่ปฏิบัติในขณะนั้น  ด็อกเตอร์นพดลหัวหน้าคณะและไกด์นำเที่ยวอินเดียครั้งนี้ของเราจึงได้พาคณะไปกราบขออนุญาตที่กุฏิพระอานนท์ก่อนไปสักการะพระมูลคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้า 
พระมูลคันธกุฎี
พระมูลคันธกุฎี เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า อยู่บนตำแหน่งสูงสุดของยอดเขาคิชฌกูฏ เป็นที่ที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่นานและหลายครั้ง ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดบนเขาคิชฌกูฏ ในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จะมีประชาชนจำนวนมากนำเครื่องหอมมากมายมาบูชาทุกๆ วัน จนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ปัจจุบันก็มีพุทธบริษัททั้ง ภิกษุ นักบวช และผู้คนเดินทางหลั่งไหลกันมามากมายจากทั่วสารทิศของโลกเพื่อให้ได้มาสวดมนต์ กล่าวคำบูชา และเดินทักษิณา และบ้างก็นั่งสวดมนต์ภาวนาและทำสมาธิ รอบๆ พระมูลคันธกุฎี เพื่อเป็นการสักการะบูชาถวายแก่พระพุทธเจ้า
พระมูลคันธกุฎี กุฏิที่ประทับของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล
ณ ขณะเวลาที่เราอยู่ที่บนยอดเขาคิชฌกูฏ แม้นจะใช้เวลาน้อยมากเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น  แต่ด้วยบรรยากาศสิ่งแวดล้อมของสถานที่ ประกอบกับความรู้เรื่องพุทธประวัติที่ไกด์บรรยายมาอย่างพรั่งพรูประหนึ่งทำให้เราเข้าไปอยู่ในช่วงเวลา ณ ขณะนั้นด้วย ทำให้รู้ซึ้งซาบซึ้งอย่างยากจะพรรณาออกมาได้เป็นภาษาเขียนสั้นๆ ให้ได้รับรู้ถึงอารมณ์ร่วมในเวลาที่เราอยู่บนนั้น รู้แต่ว่าทั้งปิติใจ อิ่มเอิบทั้งกายและใจที่ครั้งนี้เราไม่เสียทีที่ได้เกิดมาในร่มเงาพระพุทธศาสนา มาถึงแล้ว ณ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งศาสดาของเราเคยประทับและสั่งสอนธรรมอันสร้างความสงบร่มเย็นให้แก่โลกด้วยพระเมตตาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
สักการะพระมูลคันธกุฎี กุฏิที่ประทับของพระพุทธเจ้าบนเขาคิชฌกูฏ อินเดีย
สำหรับคนที่คิดจะไปสักการะพระมูลคันธกุฎีบนบนยอดเขาคิชฌกูฏ ณ กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ขอบอกเลยว่าไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินขึ้นไป ไม่ได้ยากหรือเหนื่อยอย่างที่คิด แต่หากคิดว่าเดินไม่ไหวก็ใช้บริการของลูกหาบชาวอินเดียได้ บนยอดเขาแม้นจะมีแดดแรงบ้าง แต่อาจจะเป็นเพราะสายลมเย็นบนยอดเขาทำให้เราไม่รู้สึกว่าร้อนเลย กลับรู้สึกถึงความเย็นและสงบของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คงมีเฉพาะผุ้ที่ไปถึงแล้วเท่านั้นจึงจะพอบรรยายบรรยากาศและอารมณ์ที่รับรู้ได้
ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย
ในที่สุดก็สมควรแก่เวลา คณะของเราก็ต้องเดินกลับลงมาจากจากยอดเขาคิชฌกูฏ เพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัยนาลันทาโดยจะแวะทานอาหารเที่ยงที่วัดไทยนาลันทาก่อน จะมาเขียนให้ได้ติดตามอ่านในเรื่องเล่าตอนต่อไป คอยติดตามนะครับ 

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www..rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ
www..rkatour.com

ขึ้นเขาคิชฌกูฏ อินเดีย

ขึ้นเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย

เขาคิชฌกูฏ ในประเทศอินเดีย  เป็นภูเขาขนาดไม่ใหญ่นักอยู่ทางทิศใต้ของกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธในอดีต ปัจจุบันคือจังหวัดนาลันทา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย  เขาคิชฌกูฏมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญอีก 1 แห่งด้วยเป็นสถานที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธเจ้า ในช่วงพรรษาที่ 2, 5, 7 และพรรษาสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ทางเดินขึ้นเขาคิชกูฏ ระยะทางประมาณ 1 กม. เดินไม่ไหวก็ใช้บริการลูกหาบได้

เขาคิชฌกูฏ  แปลตามตัวคือเขาอีแร้ง   เนื่องจากมีรูปร่างเหมือนอีแร้ง มีความเชื่อกันว่า ถ้าใครได้ขึ้นถึงยอดเขาคิชฌกูฏสักครั้งในชีวิต ก็เปรียบเหมือนว่า ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะบนยอดเขาคิชฌกูฏ เคยเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าในช่วงสมัยพุทธกาลเป็นระยะเวลานานพอสมควรนั้นเอง การขึ้นเขาคิชฌกูฏก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากเนื่องจากปัจจุบันทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฏได้รับพัฒนาให้เดินได้อย่างสะดวกสบาย แต่หากใครที่สูงอายุมากหรือขาไม่ดีจะใช้บริการของลูกหาบชาวอินเดียก็ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงรวม 2 เที่ยวในราคาประมาณ 600 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งนับว่าเป็นความสะดวกสบายในการขึ้นลงเขาคิชฌกูฏมากๆ เลยทีเดียว

จุดเริ่มต้น บริเวณทางขึ้นของเขาคิชฌกูฏ
เมื่อคณะของเราไปถึงบริเวณลานจอดรถเพื่อขึ้นเขาคิชฌกูฏ ในวันนั้นเป็นวันที่ 3 ช่วงสายๆ ของการเดินทาง ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคม 2563 หลังจากคณะของเราออกมาจากจุดชมรอยเกวียนโบราณอายุประมาณ 3,000 ปี มาถึงบริเวณทางขึ้นเขาคิชฌกูฏก็มีห้องสุขาบริการที่สะอาดดีพอสมควร คนที่มาสักการะพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขาคิชกูฏจะได้ปลดทุกข์หนักทุกข์เบากันได้สะดวก  และจะได้ขึ้นเขาคิชฌกูฏอย่างมีความสุขกายสุขใจ
ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ อินเดีย
หัวหน้าคณะและไกด์ไทยของเราในทริปนี้ คือ อาจารย์ด็อกเตอร์ นพดล ขวัญชนะภักดี คงจะเห็นว่าคณะของเรามีหนุ่มน้อยสาวน้อยกันหลายคน ก็เลยใจดีไปเช่าไม้เท้ามาให้ถือเดินขึ้นเขาเพื่อเป็นขาที่ 3 ช่วยพยุงตัวเวลาเดินขึ้นเขาจะได้ไม่เหนื่อยมาก จำไม่ได้แล้วว่าค่าเช่าไม้เท้าอันละ 10 หรือ 20 บาท แต่เช่าไม้เท้าหลายอันเลยได้ราคาพิเศษหน่อย สังเกตดูหลายๆ ท่านในคณะของเราได้ประโยชน์จากไม้เท้ามากพอสมควร แต่ถ้าร่างกายไหวผมคิดว่าไม้เท้ามันเป็นภาระมากกว่าโดยเฉพาะผมเองที่ถือกล้องกับขาตั้งกล้องขึ้นมาด้วยเลยคิดว่าไม่มีไม้เท้ามาเป็นภาระอีก 1 อันจะสะดวกกว่า แต่ยืนยันว่าสำหรับผู้สูงอายุที่จะเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏ การมีไม้เท้าหรือจะใช้ร่มที่แข็งแรงๆ แทนไม้เท้าเป็นขาที่ 3 ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

ของที่วางขาย บริเวณทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ
ตลอดระยะทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทางขึ้นจนเกือบถึงครึ่งทางสู่ยอดเขาจะมีร้านค้าของชาวพื้นเมืองมาวางขายของเยอะมากตลอดแนว หลังจากเลยครึ่งทางมาแล้วก็จะพบบ้างประปราย สันนิษฐานเอาว่าราคาสินค้าก็คงแปรผันกับความสูงที่ร้านค้าต้องหอบหิ้วขึ้นมา ก็มีอะไรแปลกๆ น่าสนใจหลายอย่าง บางอย่างก็มีไว้เพื่อนำไปบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ระลึก และที่มีมากพอๆ กับร้านค้าหรืออาจจะมากกว่าร้านค้าด้วยซ้ำ คือคนที่มาขอทาน ก็ไม่แน่ใจว่าใช้คำเหมาะสมหรือไม่ แต่คิดว่าเข้าใจไม่ผิด ตลอดทางขึ้นเราจะได้ยินเสียงเรียกคณะเราที่เป็นผู้หญิงว่า มหารานี สำหรับผู้ชายจะเรียกว่า มหาราชา บ่อยมาก ใครใจดีจะทำทานให้บ้างก็ไม่ว่ากัน แต่ ดร.นพดลเคยเตือนไว้ว่าถ้าไม่อยากรำคาญเดินตามตื้อจากคนที่มาขอเงินอีกกลุ่มใหญ่ ก็อย่าเผลอใจดีเชียว และการจะคุยอะไรกับคนอินเดียต้องคุยให้ชัดเจน โดยเฉพาะราคาสินค้าหรือบริการว่าคิดเป็นสกุลเงินอะไร ไม่อย่างนั้นอาจเสียเหลี่ยมแขกเอาง่ายๆ 
การเดินขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏ
ถ้าจะให้บอกความรู้สึกจริงๆ ในการขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ที่มีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร(คาดเดาเอาเอง) ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือลำบากอะไรเลย เพราะระหว่างทางไกด์จะบรรยายเรื่องราวความเป็นมาในสมัยพุทธกาลให้ฟังระหว่างที่เดินขึ้นกันไปช้าๆ ไม่ได้รีบร้อนอะไร ก็ได้ทั้งสาระความรู้ และเพลิดเพลินกับทัศนียภาพระหว่างเส้นทาง โดยเฉพาะเห็นการใช้ชีวิตคนอินเดียในอีกรูปแบบที่คงไม่ได้เห็นบ่อยๆ อาจารย์ด็อกเตอร์นพดลท่านมีมุขสนุกๆ รวมทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับพุทธประวัติที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ในอดีตให้ฟังเยอะแยะมากมาย ยังคิดอยู่ว่าเวลา 8 วันที่อยู่กับท่านน้อยไปด้วยซ้ำ แต่ที่จำติดหูมาถึงวันนี้คือ ถ้าอยากไปแบบมีเกียรติต้องไปอินเดีย ถ้าไปแบบขี้ข้าต้องไปอเมริกา ก็น่าจะจริงของท่าน เพราะตั้งแต่เรามาถึงสนามบินอินเดียก็มีแต่คนเรียกเรามหาราชา มหารานีเป็นแถวโดยไม่ได้เช็คกระเป๋าตังที่เรามีด้วยซ้ำ ตรงข้ามไปอเมริกาคนผิวเหลืองอย่างเราที่ไปถึงที่นั่นเขาจะมองเราแบบไหนคงไม่ต้องอธิบาย และคงจะเคยได้ยินไม่น้อยว่าคนไทยที่อเมริกาโดยเฉพาะคนที่ไปเริ่มต้นสตาร์ทชีวิตใหม่ที่นั่นต้องทำอะไรบ้างเพื่อความอยู่รอด

จุดแวะพักครึ่งทาง สู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย
เดินกันแป๊บเดียวเหมือนใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดพักครึ่งทางกันแล้ว ที่จุดนี้ฟังไกด์เล่าว่าเคยใช้ต้อนรับเจ้านายชั้นสูงที่เดินทางมาสักการะพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกูฏด้วย ก็ให้หนุ่มน้อยสาวน้อยได้แวะพักขากันซักหน่อย คณะของเรามาด้วยกัน 10 คน อยู่หลังกล้อง 1 คน จึงหายไป 1ท่านซึ่งไม่ต้องตกใจ เพราะลูกหาบชาวอินเดียพาไปรออยู่ที่บนยอดเขาแล้ว เดี๋ยวอีกซักครู่ก็เจอกัน การเดินมาเป็นกลุ่มขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏพร้อมไกด์ก็ดีเหมือนกันเพราะเราจะได้ฟังเกร็ดความรู้ไปด้วยระหว่างทาง   และเอาความรู้สึกจริงๆ ถ้าเราไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับการปวดเมื่อยหรือเจ็บขาจนเดินนานๆ ไม่สะดวก การขึ้นเขาคิชฌกูฏก็ไม่ได้เหนื่อยมากมายอะไรเลย แม้นว่าจะมีแดดบ้างแต่อากาศบนยอดเขาลมพัดเย็นสบายมาก ยิ่งช่วงอากาศปลายฤดูหนาวอย่างนี้ พวกเราแทบไม่มีเหงื่อกันเลย ถือเป็นการออกกำลังไปในตัวหลังจากนั่งบนรถติดๆ กันวันละหลายชั่วโมง

ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย
เล่ามาถึงครึ่งทางของการขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย ซึ่งข้างบนนั้นมีเรื่องราวเยอะแยะมากมาย ถ้านำมาเขียนเล่าเรื่องเลยเกรงว่าบทความจะยาวเยิ่นเย่อเกินไป ขอให้ติดตามต่อในตอนหน้านะครับ ขอให้มงคลสวัสดี ความเป็นมงคลทั้งหลายจงคุ้มครองผู้ประพฤติดี และหวังว่าซักครั้งหนึ่งในชีวิต เราจะได้มีโอกาสไปเที่ยวด้วยกันซักครั้งนะครับ


ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ไปดูรอยเกวียนอายุ 3,000 ปี แห่งกรุงราชคฤห์

รอยเกวียนโบราณอายุร่วม 3,000 ปี ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
จากเรื่องเล่าในตอนที่แล้ว วันนี้ยังอยู่ในช่วงภาคเช้าของการเดินทางวันที่ 3 ของโปรแกรมการเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียและเนปาล เมื่อเราออกมาจากวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหารซึ่งได้ฟังความรู้เรื่องป่าตาลในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ที่เคยเป็นพวกของชฏิล 3 พี่น้อง รวม 1,000 รูปได้เดินทางไปกรุงราชคฤห์และแวะพักที่ป่าตาล แล้วได้สร้างความศรัทธาแก่ฝูงชนที่ติดตามพระเจ้าพิมพิสารไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก  และในวันรุ่งขึ้นพระเจ้าพิมพิสารก็ได้ถวายพระราชอุทยานเวฬุวันซึ่งแปลว่าป่าไผ่ให้เป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์ ด้วยเหตุว่าป่าตาลหรือลัฏฐิวัน ไกลจากเมืองมาก ประชาชนจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าต้องเดินทางไกลและเกรงพระสงฆ์จะลำบากเรื่องอาหาร  จึงนับว่า พระราชอุทยานเวฬุวัน เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่าวัดเวฬุวันวิหาร  

เมื่อรถนำเที่ยวได้พาคณะของเราเข้าเขตกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธในอดีต เราก็เห็นภูเขาใหญ่ยาวเหยียดทอดตัวเป็นแนวยาว ไกด์ก็ได้เล่าความเป็นมาของเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้ฟัง พอจับใจความได้ว่า

เริ่มเข้าเขตกรุงราชคฤห์
กรุงราชคฤห์ ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ ได้ชื่อว่า เบญจคีรีนคร เพราะล้อมรอบด้วยภูเขา 5 ลูก โดยภูเขาทั้ง 5 ที่ล้อมเมืองนั้นมีชื่อว่า อิสิคิริ, เวปุลละ, เวภาระ, ปัณฑวะ, และคิชฌกูฏ 
ด้วยมีชัยภูมิที่เป็นเลิศถูกล้อมรอบด้วยภูเขามีทางเข้าออกเมืองเพียง  2 ทางผ่านทางช่องเขาแคบที่มีการสร้างกำแพงเมืองแน่นหนาจึงมีความได้เปรียบทางชัยภูมิของทหารเวลาสู้รบ แทบไม่เคยปรากฏว่ามีศัตรูมารุกรานกรุงราชคฤห์เลยจากปัจจัยเรื่องชัยภูมิที่ตั้งนี้ 

กำแพงเมืองของกรุงราชคฤห์
กรุงราชคฤห์เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและเข้มแข็ง  แต่กลับมีจุดอ่อนที่ราชวงศ์ที่ปกครองกรุงราชคฤห์ มีอาถรรพ์ของเมืองที่ลูกชายฆ่าพ่อผู้เป็นกษัตริย์เพื่อชิงพระราชบัลลังก์ติดต่อกันมาหลายรุ่น แม้นแต่พระเจ้าพิมพิสารซึ่งถือได้ว่าเป็นมหาอุบาสกผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนามากก็ไม่พ้นกรรมนี้ เพราะในที่สุดช่วงท้ายของชีวิตพระเจ้าพิมพิสารผู้ยิ่งใหญ่ก็สิ้นพระชนม์โดยถูกพระราชโอรสชื่อ อชาตศัตรูกุมาร ที่ต่อมาคือ พระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งถูกยุยุงโดยพระเทวทัตฆ่าตาย และในท้ายที่สุดกรุงราชคฤห์ก็แพ้ภัยตัวเองต้องล่มสลายเพราะประชาชนไม่ให้ความเคารพต่อกษัตริย์ผู้สังหารบิดาตัวเอง
 
สถานที่รอยเกวียนโบราณ ที่รัฐบาลอินเดียให้การอนุรักษ์ไว้

เมื่อเข้าเขตกรุงราชคฤห์ มีหลายจุดที่ควรแวะชม ได้แก่สถานที่ที่เคยเป็น คุกที่พระเจ้าอชาตศัตรูใช้ขังพระเจ้าพิมพิสารด้วยเจตนาฆ่าพ่อของตัวเอง , โรงพยาบาลของหมอชีวกโกมารภัจจ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแรกของโลก , วัดเวฬุวันวิหารวัดแรกของพระพุทธศาสนาและพระพุทธองค์จะจำพรรษาที่วัดนี้ในช่วงฤดูเข้าพรรษาและยังเป็นสถานที่กำเนิดวันมาฆบูชา , มียอดเขาคิชฌกูฏซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้ารวมหลายพรรษา ซึ่งจะทยอยเล่าเป็นตอนๆ ไป เพราะเนื้อหาค่อนข้างมาก แต่ทันทีที่เข้าเขตกรุงราชคฤห์ไม่ควรพลาดแวะชมรอยเกวียนโบราณ อายุร่วม 3,000 ปี
รอยเกวียนโบราณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

รอยเกวียนโบราณกรุงราชคฤห์ ถูกพบโดยบังเอิญและได้รับการอนุรักษ์โดยรัฐบาลอินเดีย เพื่อบอกเล่าถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าของแคว้นมคธในอดีต เป็นเส้นทางเกวียนค้าขายระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองอื่นๆ ที่ในสมัยนั้นต้องช้เกวียนบรรทุกสินค้าน้ำหนักมากจำนวนไม่น้อยผ่านเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงสามารถทำให้ล้อเกวียนกดเป็นร่องลึกรอยยาวบนพื้นหินได้


จากรอยเกวียนโบราณทำให้นึกถึงชาดกเรื่องโคนันทิวิสาล ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภเตือนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ คือกลุ่มสหายชาวเมืองสาวัตถีรวม 6 คน ที่มาบวชเพื่อหาลาภ ได้ก่อกรรมต่าง ๆ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าต้องบัญญัติพระวินัยมากมาย  โดยได้ตรัสเป็นนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยของพระเจ้าคันธาระครองเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโคนามว่า นันทิวิสาล เป็นโคมีรูปร่างสวยงามมีพละกำลังมาก มีพราหมณ์คนหนึ่งได้เลี้ยงและรักโคนั้นเหมือนลูก  โคก็คิดจะตอบแทนพราหมณ์ โดยในวันหนึ่งก็ได้พูดกับพราหมณ์ว่า

“พ่อ จงไปท้าพนันกับโควินทกเศรษฐีว่า โคของเราสามารถลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มที่ผูกติดกันให้เคลื่อนไหวได้ พนันด้วยเงินหนึ่งพันกหาปณะเถิด” พราหมณ์ก็ได้ไปที่บ้านเศรษฐีและตกลงพนันกัน  นัดเดิมพันกันในวันรุ่งขึ้น ในวันที่เดิมพันมาถึงพราหมณ์ก็ได้เทียมเกวียนทั้ง 100 เล่มที่บรรทุกทราย กรวดและหินเต็มลำเข้ากับโคนันทิวิสาล แล้วขึ้นไปนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้นพร้อมกับตวาดว่า
“ไอ้โคโกง โคโง่ เจ้าจงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้”

ฝ่ายโคนันทิวิสาลเมื่อได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น ก็คิดน้อยใจว่า “พราหมณ์เรียกเราผู้ไม่โกงว่าโกง ผู้ไม่โง่ ว่าโง่” จึงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว พราหมณ์จึงต้องแพ้พนันจ่ายเงินหนึ่งพันกหาปณะให้แก่โควินทกเศรษฐี ฝ่ายพราหมณ์ที่แพ้พนันเมื่อปลดโคแล้วกลับถึงบ้านก็เข้าไปนอนเศร้าโศกเสียใจ  โคนันทิวิสาลเห็นพราหมณ์เศร้าโศกเสียใจเช่นนั้น จึงเข้าไปปลอบและกล่าวว่า

“พ่อ ฉันอยู่ในเรือนของท่านตลอดมา เคยทำภาชนะอะไรแตกไหม เคยเหยียบใครๆ เคยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะในที่อันไม่ควรหรือไม่ เพราะเหตุใด ท่านจึงเรียกเราว่า โคโกง โคโง่ ครั้งนี้เป็นความผิดของท่านเอง ไม่ใช่ความผิดของฉัน บัดนี้ ขอให้ท่านไปเดิมพันกับโควินทกเศรษฐีใหม่ด้วยเงินสองพันกหาปณะ ขออย่างเดียว ท่านอย่าได้เรียกฉันว่า โคโกง โคโง่ ท่านจะได้ทรัพย์ตามที่ท่านปรารถนา ฉันจะไม่ทำให้ท่านเศร้าเสียใจ”

พราหมณ์ได้ทำตามที่โคนันทิวิสาลบอก ในวันเดิมพัน พราหมณ์จึงพูดหวานว่า “นันทิวิสาลลูกรัก เจ้าจงลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนี้ไปเถิด” โคนันทวิสาลได้ลากเกวียนร้อยเล่มที่ผูกติดกัน ด้วยการออกแรงลากเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้เกวียนเล่มสุดท้ายก็เคลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งที่เกวียนเล่มแรกเคยอยู่ ทำให้พราหมณ์ชนะพนันเป็นเงินสองพันกหาปณะ

พระพุทธองค์เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า คำหยาบ ไม่เป็นที่ชอบใจของใครๆ แม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน” แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า “บุคคลควรพูดแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น ไม่ควรพูดคำที่ไม่น่าพอใจในกาลใดๆ ถ้าเทียบเคียงปัจจุบันก็คงเป็น พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี

เขาคิชกูฏ กรุงราชคฤห์ อินเดีย

ฟังนิทานชาดกกันแล้ว เราเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่เขาคชฌกูฏเพื่อขึ้นไปสักการะพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขา คอยติดตามตอนต่อไปนะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com


สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร เรืองแพ

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร

วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร
วันนี้ย่างเข้าวันที่ 3 ในการเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียและประเทศเนปาล ตามที่เล่ามาหลายตอนแล้ว สามารถเข้าไปติดตามอ่านบทความในทริปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถานครั้งนี้ในแต่ละตอน และแต่ละวันแบบเต็มๆ ได้ที่ http://tourthai.online/touroutbound.html

อาหารเช้าที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา
เมื่อคืนซึ่งเป็นคืนที่ 2ของโปรแกรมทัวร์แสวงบุญครั้งนี้ คณะของเราซึ่งมีทั้งหนุ่มหล่อและสาวสวยเดินทางมาด้วยกันครั้งนี้ รวม 10 คนพอดี ได้เข้าพักค้างคืนที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา เช้านี้เรานัดมาทานอาหารเช้าด้วยกันตั้งแต่เวลา 05.00 น. ซึ่งน่าดีใจที่คณะของเราค่อนข้างรักษาเวลาได้ดีมาก จึงมีกิจกรรมเสริมหรือบรรยายพิเศษให้ในแต่ละวัน ทำให้ผู้เดินทางได้ทั้งสาระและความบันเทิงมากยิ่งขึ้น ก็นับเป็นข้อดีหนึ่งในหลายๆ ข้อของการรักษาเวลาในการเดินทางเมื่อไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะ

ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา พุทธคยา อินเดีย

ครั้นเมื่อรับประทานอาหารเช้าและเก็บสัมภาระขึ้นรถกันเป็นที่เรียบร้อย คณะของเราก็อำลาและเดินทางออกจากวัดไทยมคธพุทธวิปัสสนาในเวลาประมาณ 06.00 น. เพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงราชคฤห์ เมืองของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญในสังเวชนียสถานแต่ก็มีความสำคัญในพุทธประวัติอย่างยิ่งอีกเมืองหนึ่งที่ไม่ควรพลาด
ถ่ายกับไกด์หนุ่มหล่อชาวอินเดีย ที่มาอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง
เมื่อรถนำเที่ยวของเราออกจากเมืองคยามุ่งหน้าสู่กรุงราชคฤห์ แม้นว่าระยะทางไม่ไกลมากและถนนหนทางก็สะดวกสบาย แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร ก่อนหน้านี้รถนำเที่ยวของคณะแสวงบุญชาวไทยที่ใช้เส้นทางนี้ก็จะวิ่งตรงสู่เมืองราชคฤห์เลย ด้วยระยะทางที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ประกอบกับไม่มีปั๊มน้ำมันให้แวะเข้าห้องน้ำระหว่างทาง เกือบทุกคณะที่เดินทางไปกรุงราชคฤห์จึงต้องแวะเข้าห้องน้ำส่วนตัวข้างทางแบบอินเดีย แต่เดี๋ยวนี้มีวัดไทยสร้างใหม่บริเวณกึ่งกลางทางระหว่างพุทธคยาและกรุงราชคฤห์ ชื่อว่าวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร ทำให้นักเดินทางท่องเที่ยวและผู้เดินทางไปแสวงบุญไม่จำเป็นต้องเข้าห้องน้ำตามป่าข้างทางอีกแล้ว

วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร
คณะของเราแวะจุดพักรถที่วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหารในเวลาประมาณ 8.10 น. ของประเทศอินเดียซึ่งช้ากว่าเวลาบ้านเราประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาค่อนข้างสายแต่อากาศยังเย็นสบาย เห็นหมอกปกคลุมไปทั่วจนสามารถมองพระอาทิตย์ด้วยตาเปล่าได้อย่างสบายๆ ลงจากรถก็เห็นคนพื้นเมืองชาวอินเดียมานั่งตากแดดกันเป็นกลุ่มใหญ่ ก็ไม่แน่ใจว่าเขามาตากแดดเพื่อความอบอุ่นหรือเพื่อจุดประสงค์อื่น ไม่ได้เข้าไปทักทายเพราะว่าไกด์เคยเตือนไว้ว่า คนอินเดียที่ยากจนหน่อยจะทำตัวประมาณขอทาน ชอบเรียกคนไทยใจดีโดยเฉพาะผู้ชายที่ดูดีหน่อยว่า มหาราชา และเรียกผู้หญิงว่า มหารานี แล้วก็ขอเงิน เกิดคนใดคนหนึ่งในคณะใจดีให้ทานไปแล้วละก็ จะนำพิบัติภัยมาสู่หมู่คณะที่มาทัวร์ด้วยกันอย่างโกลาหลเลยทีเดียว เพราะคนอินเดียเหล่านั้นจะมาชักชวนกันมาอีกเยอะเพื่อรุมเร้าขอทานจากคณะของเรา  แต่ประสบการณ์จริง ก็ไม่ค่อยได้มีอะไรที่น่ากลัวขนาดนั้น มันก็มีช่องว่างที่เหมาะสมของมันอยู่ด้วยไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ฟังเขาเล่ามา หรือว่าอาจจะยังเป็นเพราะผมไม่เคยเจอเหตุการณ์จริงๆ ก็เป็นได้

อาหารว่าง ที่มีไว้เลี้ยงรับรองนักเดินทางผู้มาแวะพักที่วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร 
หลังจากเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวกันแล้ว ที่วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร มีอาหารว่างบริการนักเดินทางฟรี วันนั้นมีทั้งกาแฟร้อน ชาร้อนและโรตีทอดกรอบร้อนๆ ชอบที่เสริฟด้วยจานใบไม้จำไม่ได้แล้วว่าใบอะไรแต่ก็ดูคลาสสิคดี ระหว่างนั่งดื่มกาแฟแกล้มโรตีทอด ท่ามกลางสายหมอกหนากับอากาศเย็นรู้สึกฟินมาก มีหลวงพี่ที่ดูอายุแล้วน่าจะเป็นหลวงเพื่อนหรืออาจจะแค่หลวงน้องก็เป็นได้มาบรรยายให้ฟังถึงความเป็นมาของวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร  ซึ่งคณะสงฆ์ไทยได้มาซื้อที่ดินและพัฒนาเป็นวัดไทยเพื่อจุดประสงค์หลักคือ บริการอาหารและจุดแวะพักโดยเฉพาะห้องสุขาแก่นักเดินทางแสวงบุญชาวไทยโดยเฉพาะ เพราะอย่างที่ทราบห้องน้ำสำหรับนักเดินทางในประเทศอินเดียไม่ได้สะดวกเหมือนเมืองไทย การมีวัดไทยมาอำนวยความสะดวกแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่สร้างความสะดวกสบายให้นักเดินทางโดยเฉพาะคนไทยทั้งพระสงฆ์และสาธุชนทั้งหลายได้มากเลยทีเดียว

หลวงพี่ที่มานั่งบรรยายความเป็นมาของวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร 

ในวันเดือนปีที่คณะของเราไปถึงวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร ตรงกับวันที่ 8 มีนาคม 2563 ซึ่งขณะนั้นวัดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการก่อสร้าง หลายสิ่งหลายอย่างก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่เรื่องห้องน้ำที่ถือว่าเป็นหัวใจของบริการผู้เดินทางถือว่าทำได้ดีเยี่ยมทีเดียวทั้งสะอาดและดูดี ใครที่ผ่านมาจะมีอาหารว่างที่ทางวัด บริการให้ฟรีไม่คิดเงิน แต่ถ้าเรามีใจกุศลช่วยบริจาคตามกำลังศรัทธาเท่าที่สะดวกก็จะดีมาก(อันนี้ผมเขียนเอง ทางวัดไม่ได้บอก) เพราะจะได้เป็นทุนพัฒนาวัดให้ดียิ่งขึ้นและจะได้มีทุนจัดหาอาหารว่างไว้ต้อนรับคณะอื่นที่จะมาทีหลังเป็นการสร้างบุญและทานบารมีให้ตัวเราไปด้วย 

ส่วนคณะเดินทางใดที่คาดว่าจะมาถึงวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร ในช่วงเวลาตรงกับมื้ออาหารหลัก ก็สามารถติดต่อสั่งอาหารกับทางวัดล่วงหน้าได้ด้วย ทางวัดมีผู้มีจิตศรัทธาเป็นคณะแม่ครัวคนไทยที่ไปคอยช่วยทำอาหารและอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดีทีเดียว

ติดต่อสั่งจองอาหารที่ วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร 

หลังจากที่เราทานอาหารว่างร้อนๆ ท่ามกลางอากาศเย็นๆ ก็ช่วยกันสมทบทุนทำบุญให้วัดไทยลัฏฐิวันด้วยกัน แล้วชวนกันถ่ายรูปเก็บบรรยากาศความประทับใจและเตรียมตัวเดินทางกันต่อ  เมื่อคณะของเราขึ้นรถกันครบเรียบร้อยไกด์ไทยของเราก็เล่าความเป็นมาของ ลัฏฐิวัน ในสมัยพุทธกาลเพิ่มเติมจากที่หลวงพี่ได้เล่าไว้ ทำให้เราได้เข้าใจเหตุการณ์สำคัญในอดีตดียิ่งขึ้น ซึ่งขอสรุปใจความโดยย่อเพื่อจะได้ทราบไปด้วยกัน ดังนี้

จุดบริการอาหารว่าง วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร 

ลัฏฐิวัน  แปลตามตัวว่าสวนตาลหรือป่าตาล ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติอยู่ในเขตของแคว้นมคธ เป็นสถานที่สำคัญเพราะเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดชาวแคว้นมคธเป็นครั้งแรก มีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องในหนหลังครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งได้ออกบวชและยังแสวงหาทางตรัสรู้อยู่นั้นได้เดินทางผ่านมาในแคว้นมคธ ทรงพบกับพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบว่านักบวชสิทธัตถะมีเชื้อสายกษัตริย์ จึงได้ทูลเชิญให้ลาจากเพศบรรพชิตมาครองราชสมบัติด้วยกัน พระองค์จะทรงแบ่งราชสมบัติให้กึ่งหนึ่งเพื่อให้ปกครอง แต่พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธเพราะต้องการแสวงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์

ผู้เขียนกับอาหารว่างที่ วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร

เมื่อถูกปฏิเสธจากพระสมณโคดมหรือเจ้าชายสิทธัตถะ และทราบถึงความตั้งใจที่แน่วแน่ของมหาบุรุษในการหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ทำให้พระเจ้าพิมพิสารทรงเลื่อมใสเป็นอันมาก และทูลขอไว้ว่า หากได้ตรัสรู้ธรรมนั้นแล้ว ขอให้กลับมาโปรดให้พระองค์ได้ทราบด้วย  

หลังจากที่พระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ และยสกุลบุตรที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (เขียนไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้) ได้ทรงส่งพระสาวก 60 รูป  คือ พระปัญจวัคคีย์ 5 รูป และพระยสกับสหายอีก 55 รูป ออกไปประกาศพระศาสนา พระพุทธองค์ก็ได้เสด็จไปยังบริเวณคยาสีสะประเทศเพื่อโปรดชฏฺิลสามพี่น้อง คือ พระอุรุเวลกัสสปะ พระคยากัสสปะ พระนทีกัสสปะ และบริวารอีก 1,000 รูป  หลังจากโปรดให้พระอดีตชิฏลสามพี่น้องและบริวารได้บรรลุอรหันต์แล้ว ทรงระลึกถึงคำสัญญาที่ทรงให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสาร จึงได้เสด็จไปแคว้นมคธพร้อมกับพระสาวกของอดีตชฏิล 3 พี่น้องรวม 1,003 รูป แต่เมื่อถึงบริเวณชานเมืองแคว้นมคธที่เป็นป่าตาลหรือที่เรียกว่า ลัฏฐิวัน  พระองค์และคณะสงฆ์ที่ติดตามได้แวะพักอยู่ที่นั่น ไม่ได้เดินทางเข้าสู่กรุงราชคฤห์ของพระเจ้าพิมพิสารโดยทันที

โรตีกรอบ และชาร้อน อาหารว่างที่วัดไทยลัฏฐิวันของผู้เขียนที่ชอบกินชาร้อนแบบไม่ใส่นม

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด จึงรีบเสด็จไปยังลัฏฐิวันพร้อมกับประชาชนจำนวนมากตามเสด็จด้วย โดยที่คนส่วนใหญ่ที่ติดตามพระเจ้าพิมพิสารไปด้วยล้วนไม่ได้ศรัทธาในพระบรมศาสดาแต่ก็เกรงพระทัยจึงตามเสด็จไปด้วย  แต่ก็มีไม่น้อยที่คนผู้ติดตามเหล่านั้นเคยเป็นศิษย์และศรัทธาในเหล่าพระอดีตชฏิล 3 พี่น้อง 

เมื่อคณะผู้ติดตามพระเจ้าพิมพิสารเห็นเหล่าอดีตชฏิล 3 พี่น้องบวชเป็นพระสงฆ์อยู่กับพระพุทธเจ้าก็เกิดความสงสัยว่าใครเป็นอาจารย์ใครเป็นศิษย์กันแน่  พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความคิดของฝูงชนเหล่านั้น จึงได้ให้พระอุรุเวลกัสสปะซึ่งเป็นพี่หญ่ของพระชฏิล 3 พี่น้องตอบให้ผู้คนทั้งหลายได้คลายความสงสัย พระอุรุเวลกัสสปะเถระ จึงได้เปล่งวาจาสดุดีพระบรมศาสดาประกาศว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาของเรา เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ทำให้มหาชนเหล่านั้นหายสงสัยและตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา โดยทรงแสดงพระธรรมเทศนา ตรัสอนุบุพพีกถาเป็นเบื้องต้น และทรงแสดงอริยสัจ 4 ในบั้นปลาย ในท้ายพระธรรมเทศนา พระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาปัตติผล  ส่วนชาวแคว้นมคธทั้งหมดประมาณ 12 นหุต (1 นหุต เท่ากับ 3 หมื่น) บางพวกก็บรรลุโสดาบัน บางพวกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นอุบาสก อุบาสิกาเท่ากับว่า พระพุทธศาสนาได้มาลงรากปักฐานมั่นคงในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธแล้วในคราครั้งนั้นเอง

ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารทรงดำริว่าลัฏฐิวันอยู่ไกลชุมชน เป็นเขตชานเมือง พระสงฆ์และพระพุทธเจ้าจักลำบากเรื่องอาหาร ภายหลังจึงทูลถวายเวฬุวัน ซึ่งเป็นป่าไผ่ในเมืองราชคฤห์ให้เป็นสังฆาราม และได้กลายเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา


ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร เรืองแพ

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย
วันนี้ก็ยังคงอยู่ในวันที่ 2 ของการเดินทาง 8 วันไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน ตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียและประเทศเนปาล  จากตอนที่แล้วที่เราออกจากพุทธคยาสักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับในคืนตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและได้ไปชมวัดไทยพุทธคยา ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกที่มาสร้างในประเทศอินเดีย เราออกจากวัดไทยพุทธคยาก็เดินทางเข้าพักที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนากันเลย

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย
วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาเจดีย์พุทธคยา อยู่ในเขตการปกครองของรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นวัดของคนไทยที่บริหารโดยพระสงฆ์ชาวไทย มีวัตถุประสงค์สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกไว้รับรองบริการทั้งที่พักและอาหารแก่คณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาชาวไทยที่เดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจไปสักการะเจดีย์พุทธคยาอันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 

อาหารมื้อเย็น(ค่ำ)ที่วัดไทยมคธวิปัสสนา

คณะของเราไปถึงวัดไทยมคธวิปัสสนาก็มืดพอดี ทางโรงครัวเขาก็เตรียมอาหารไว้รับรองเรียบร้อยแล้วจากการที่คณะของเราได้แจ้งความประสงค์ไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทางมาอินเดีย จึงสะดวกสบายมาก ไปถึงก็ได้กินอาหารไทยฝีมือแม่ครัวชาวไทยอร่อยๆ ดังนั้นคณะที่ไปด้วยกันจึงไม่มีใครเดือดร้อนเรื่องอาหารการกิน

อาหารเย็นที่คณะเราเลือกรับประทาน ที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา

ที่ประเทศอินเดียส่วนใหญ่คนอินเดียจะทานมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ จึงค่อนข้างหาร้านอาหารที่มีเนื้อสัตว์ยาก แต่ไม่ใช่ไม่มีเลยทีเดียวก็ยังพอหารับประทานได้บ้าง  ดังนั้นอาหารหลักๆ จะเน้นเมนูผักกับไข่และนม  มีเนื้อสัตว์ให้ทานบ้างแต่ไม่ทุกมื้อ มื้อนี้ของเราเป็นแกงส้ม  ผัดผัก และไข่เจียว ถึงแม้จะเป็นอาหารง่ายๆ แต่ปรุงโดยคนไทย รสชาติแบบไทยยังไงก็อร่อยถูกปากคนไทย 

ส่วนของห้องรับประทานอาหาร และที่พักที่มีไว้ต้อนรับนักเดินทางชาวไทย
หลังจากอิ่มกับอาหารเย็นกันเรียบร้อย หัวหน้าคณะนำเที่ยวก็นัดแนะถึงวันเวลาที่จะเดินทางกันต่อในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะไปขึ้นเขาคิชกูฏและไปดูมหาวิทยาลัยนาลันทามหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก จากนั้นเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องพักที่ทางวัดไทยมคธพุทธวิปัสสนาเตรียมไว้ให้

ห้องพักในวัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา

ภายในห้องพักของวัดไทยมคธวิปัสสนา ประเทศอินเดีย ก็ถือว่ากว้างขวางและสะอาดมาก พักที่วัดแห่งนี้ได้ทานอาหารอร่อย นอนสบาย ปกติจะมีนักแสวงบุญชาวไทยทั้งพระสงฆ์และฆราวาสมาใช้บริการกันเยอะมาก สังเกตุได้จากห้องพักที่มีหลายสิบห้อง แต่เนื่องจากคณะเรามาเกือบเป็นสัปดาห์สุดท้ายของฤดูการทัวร์ท่องเที่ยวแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถานและหลังจากนี้สนามบินก็จะงดให้บริการนำเที่ยวจากมาตรการโควิด คืนนี้จึงมีเพียงแค่คณะของเรา 10 คน เข้าพักเท่านั้น

อาหารที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

เช้าวันรุ่งขึ้นย่างเข้าสู่วันที่ 3 ของโปรแกรมทัวร์อินเดีย คณะของเราก็ตื่นกันแต่เช้ามืดก่อนสว่าง มาทานข้าวต้มอาหารเช้าด้วยกันตั้งแต่ 06.00 น. เพื่อเตรียมเดินทางสู่กรุงราชคฤห์ เมืองของพระเจ้าพิมพิสาร และไปเขาคิชกูฏกัน ระยะทางจากพุทธคยาถึงกรุงราชคฤห์ประมาณ  70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงเศษ คณะของเราออกเดินทางเร็วก็จะได้เที่ยวเยอะ 

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย

ทั้งนี้คณะของเราก็ต้องขอบคุณวัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ทำอาหารอร่อยๆ ให้กิน ได้มีที่นอนที่สบาย ส่วนค่าบริการของทางวัดก็แล้วแต่ผู้เดินทางไปแสวงบุญจะทำบุญตามกำลังศรัทธา จะให้มากหรือให้น้อยไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะทางวัดก็ทำขึ้นมาเพื่อตั้งใจอำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่เดินทางไปแสวงบุญอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าเราทำบุญตามสมควรหน่อยทางวัดก็จะได้มีกำลังบริการที่ดีขึ้นแก่รุ่นน้องที่เดินทางตามหลังคณะของเราไปทำบุญที่พุทธคยาต่อไป  ก็จะได้เป็นบุญเป็นกุศลให้ทุกคนได้มีจิตที่อิ่มเอิบ มีความสุขกายสบายใจในการเดินทางไปตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย ซึ่งไม่ได้มีดีเฉพาะแค่ที่เราได้เที่ยวต่างประเทศ แต่เราจะได้รู้และเข้าใจพุทธประวัติและอาจจะเข้าถึงแก่นแท้หลักธรรมของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น

สนใจไปแสวงบุญและต้องการพักที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ติดต่อได้ที่   โทรศัพท์ (+91)8084771747 (ประเทศอินเดีย)  Line ID : thaimagadh1898

ขึ้นเขาคิชกูฏ กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย

ติดตามตอนต่อไป เดินทางสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อขึ้นเขาคิชกูฏนะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 


เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย

จากตอนที่แล้วที่เล่าไปถึงการเข้าไปในพุทธคยา เมื่อคณะของเราเสร็จจากการสักการะเจดีย์พุทธคยาและแท่นวัชรอาสน์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รวมทั้งรัตนจงกรมเจดีย์และเดินสำรวจบริเวณโดยรอบแล้ว เป็นเวลาน่าจะประมาณใกล้เคียง 17.00 น. เห็นว่ายังพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย คณะของเราเลยเดินไปชมวัดไทยพุทธคยาซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักกับพุทธคยา สามารถเดินไปได้ไม่ยาก  เสร็จแล้วค่อยเดินทางไปพักที่วัดไทยมคธ

วัดไทยพุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา เมื่อคณะของเราทั้ง 10 คนเดินเข้าไปในวัดไทยพุทธคยาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศวัดไทยสบายๆ ไม่มีเค้าเป็นวัดในต่างแดนเลย วัดไทยพุทธคยาเป็นวัดไทยแห่งแรกที่สร้างขึ้นในประเทศอินเดีย  เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2500 โดยมีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่   ตั้งอยู่ใกล้ห่างจากเจดีย์พุทธคยาประมาณ 500 เมตรเท่านั้นอง เป็นวัดที่อยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย  ลักษณะสำคัญที่น่าสนใจคือพระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยาได้จำลองแบบทั้งภายในและภายนอกมาจากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ที่ดีที่สุด มีการตกแต่งภายในที่เหมือนกันกับวัดเบญจมบพิตรด้วย เช่น มีพระพุทธชินราชเป็นพระประธาน เป็นต้น

พระประธานในวัดไทยพุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยที่ได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากรัฐบาลไทย จึงมีพิธีกรรมสำคัญๆ ที่วัดแห่งนี้เสมอ และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานเพื่อให้พุทธบริษัทชาวไทยอัญเชิญไปทอดกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษาที่วัดไทยพุทธคยาเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ทางมหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย  เป็นผู้ดูแลพระนักศึกษาไทยที่มาศึกษาที่ประเทศอินเดียด้วย และมีการจัดตั้งคลินิกเพื่อดูแลสุขภาพของชาวไทย และชาวพุทธจากทั่วโลกที่เดินทางไปแสวงบุญที่พุทธคยา รวมทั้งให้บริการดูแลสุขภาพแก่ชาวอินเดียในพื้นที่เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น

อู่น้ำในวัดไทยพุทธคยา

เมื่อเราย่างเท้าเข้าไปในวัดไทยพุทธคยา จะเดินผ่าน อู่น้ำ จุดจำหน่ายน้ำและของที่ระลึกของวัด  บางวันก็จะมีชาสมุนไพรอินเดียที่เรียกว่า "กาลัม จาย" โดยจายหรือชาชนิดนี้ทำโดยต้มใบชากับน้ำขิงแล้วเติมนมสดกับสมุนไพรอินเดียและน้ำตาล เป็นเครื่องดื่มที่คนอินเดียนิยมดื่มกันมาก  

ที่ทำการกงศลในวัดไทยพุทธคยา

ถัดจากอู่น้ำเข้าไปอีกหน่อยก็จะเจอไปโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นห้องพยาบาลที่มีเจ้าหน้าที่อาสาของกระทรวงสาธารณสุขมาคอยให้บริการตรวจรักษาโรคแก่คนไทยและพระสงฆ์ที่มาแสวงบุญที่พุทธคยา ส่วนอาคารถัดไปจากโรงพยาบาลพระพุทธเจ้าก็จะเป็นสถานกงศุลไทยพุทธคยา ที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาแสวงบุญชาวไทยโดยเฉพาะ

พิธีอุปสมบทหมู่ ในวัดไทยพุทธคยา

โชคดีมากๆ ในการเดินทางของเราที่บังเอิญเข้าไปในวัดไทยพุทธคยา ในอุโบสถกำลังมีพิธีอุปสมบทและบรรพชาหมู่ เนื่องจากเป็นช่วงของการทำพิธีกรรมสำคัญเลยไม่กล้าเสียมารยาทสอบถามข้อมูลของผู้ที่มาบวชที่วัดไทยพุทธคยาในเวลานั้น แต่เคาเดาว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความสำคัญระดับหนึ่ง อาจจะเป็นข้าราชการที่ได้รับอนุญาตมาบวชเพื่อศึกษาพระธรรมที่นี่ก็ได้ เพราะการมาบวชที่วัดในต่างประเทศเป็นหมู่คณะใหญ่ๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ง่ายๆ  คณะเราก็เลยได้แต่เปี่ยมด้วยความปิติและยินดียิ่งพร้อมอนุโมทนากุศลผลบุญที่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมพิธีอุปสมบทหมู่แบบเจ้าภาพไม่ได้เชิญในครั้งนี้ด้วย

พระสงฆ์ไทยที่จำพรรษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นวัดที่ได้รับการดูแลโดยรัฐบาลไทย จึงมักมีพิธีและกิจกรรมสำคัญบ่อยๆ  รวมทั้งเป็นโรงเรียนสอนและสอบธรรมแก่พระภิกษุและสามเณรด้วย


เมื่อได้เวลาอันสมควร คณะของเราก็ออกจากวัดไทยพุทธคยาเพื่อเดินทางไปเข้าพักที่วัดไทยมคธต่อไป ซึ่งขอยกยอดเขียนเรื่องวัดไทยมคธที่เป็นการปิดทริปวันที่ 2 ของโปรแกรมทัวร์ 8 วันในการไปแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียและประเทศเนปาลในบทความหน้านะครับ ขอธรรมสวัสดีแก่ทุกท่าน เมื่อเราประพฤติธรรม ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติดี

คณะของเรา ณ วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย เมื่อ 7 มีนาคม 2563

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล หลังสถานการณ์โควิด 1- คลี่คลาย คาดว่าจะจัดเดินทางครั้งต่อไปปลายปี 2566 - ต้นปี 2567  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ