แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขาคิชฌกูฏ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขาคิชฌกูฏ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ถึงยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย

เขาคิชฌกูฏ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
จากตอนที่แล้ว เราเล่าค้างถึงการเดินทางมาถึงครึ่งทางของการเดินสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ซึ่งอยู่ที่รัฐพิหารประเทศอินเดีย ระหว่างทางไกด์ก็บรรยายเรื่องราวในสมัยพุทธกาลที่น่ารู้และเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่เรากำลังเดินทางขึ้นไปมากมาย ประกอบกับเราอยู่ในพื้นที่จริง สถานที่ที่เหตุการณ์เหล่านั้นเคยเกิดขึ้นจริง ทำให้แทบจะหลับตาเห็นภาพได้ถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น

จุดนัดพบรวมพล ก่อนเข้าไปในเขตมูลคันธกุฎี
ในที่สุดคณะของเราทั้ง 9 คนก็เดินขึ้นมาถึงยอดเขา มาเจอกับผู้ร่วมคณะอีก 1 ท่านที่ขึ้นมาด้วยบริการลูกหาบชาวอินเดีย ที่จุดนี้เป็นจุดพักคอยสังเกตเห็นมีการประดับธงและการวางก้อนหินเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตามปรัชญาของเซน ที่เปรียบให้เห็นถึงความสมดุลของศีลสมาธิเเละปัญญา โดยหินจะตั้งมั่นอยู่ไม่ได้เลยหากขาดหลักธรรมไตรสิกข้อนี้เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม และยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเรียงหินรูปเจดีย์เพื่อไถ่บาปด้วย
ตำแหน่งที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้าจนทรงห้อพระโลหิต
จุดที่พระเทวทัตตั้งใจทำร้ายพระพุทธเจ้า ถัดจากจุดที่ประดับธงเลยไปเล็กน้อย ก็จะพบกับตำแหน่งพื้นที่ที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้าจนทรงห้อพระโลหิต และหมอชีวกโกมารภัจจ์ได้เป็นผู้เข้าเฝ้ารักษาพระอาการ จุดนี้ดร.นพดลได้เล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นอย่างละเอียดพอสมควร 
ถ้ำพระสารีบุตร
ถ้ำพระสารีบุตร เดินไปจากจุดที่พระเทวทัตกลิ้งหินไปเล็กน้อยก็จะเจอถ้ำพระสารีบุตร ซึ่งเป็นถ้ำที่พระสารีบุตรเคยจำพรรษาอยู่  พระสารีบุตรได้รับการยกย่องเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า และยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเลิศกว่าพระภิกษุทั้งปวงในด้านสติปัญญา  มีคุณธรรมในด้านความกตัญญู และการบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่พุทธศาสนามากมาย จึงมีคำยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็น "ธรรมเสนาบดี" (แม่ทัพธรรม) คู่กับพระพุทธเจ้าที่เป็น "ธรรมราชา" คนที่เดินทางไปสักการะถ้ำพระสารีบุตรจึงมักนิยมอธิษฐานขอให้มีปัญญา 
ถ้ำพระโมคคัลลานะ
ถ้ำพระโมคคัลลานะ เดินจากถ้ำพระสารีบุตรไปอีกนิดหน่อยไม่ไกลกัน ก็จะเจอถ้ำพระโมคคัลลาหรือพระมหาโมคคัลลานเถระ  ผู้ได้รับการยกย่องเป็นพระภิกษุอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นพระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์มาก เป็นเพื่อนสนิทออกบวชมาพร้อมกันกับพระสารีบุตร  ด้วยที่ท่านมีฤทธิ์อภินิหารมากคนที่ไปสักการะถ้ำที่พักของพระโมคคัลลานะจึงนิยมอธิษฐานขอให้มีสุขภาพแข็งแรง
ถ้ำพระมหากัสสปะ 
ถ้ำพระมหากัสสปะ   อยู่ถัดไปจากถ้ำพระโมคคัลลานะอีกเพียงเล็กน้อย พระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์สาวกสำคัญอีกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะที่ทรงยกย่องและให้ถือเป็นแบบอย่างในด้านผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์ ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ท่านได้เป็นประธานในการสังคายนาครั้งที่1 ของศาสนาพุทธ โดยเกิดจากหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานเพียง 7 วัน ก็มีผู้คิดที่จะประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจากพระธรรมวินัย  จึงชักชวนพระอรหันต์เถระทั้งหลาย ซึ่งล้วนทันเห็นพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ได้ฟังคำสอนของพระองค์มาโดยตรง เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้าให้มาประชุมกันเพื่อช่วยกันรวบรวมและประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในการทำสังคยาครั้งนั้นใช้เวลานานถึง 7 เดือนโดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์

กุฏิของพระอานนท์
กุฏิพระอานนท์  กุฏิพระอานนท์ จะเป็นปราการสุดท้ายก่อนถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ เป็นพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าที่ทรงยกย่องว่าท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าพระภิกษุสาวกทั้งหลาย 500 ประการ คือ เป็นพหูสูต มีสติ มีคติ มีธิติ และเป็นพุทธอุปัฏฐาก  ในสมัยพุทธกาลผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าต้องแจ้งพระอานนท์ก่อนเพื่อให้พระอานนท์ไปทูลขออนุญาตจากพระพุทธเจ้า เป็นประเพณีที่ปฏิบัติในขณะนั้น  ด็อกเตอร์นพดลหัวหน้าคณะและไกด์นำเที่ยวอินเดียครั้งนี้ของเราจึงได้พาคณะไปกราบขออนุญาตที่กุฏิพระอานนท์ก่อนไปสักการะพระมูลคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้า 
พระมูลคันธกุฎี
พระมูลคันธกุฎี เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า อยู่บนตำแหน่งสูงสุดของยอดเขาคิชฌกูฏ เป็นที่ที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่นานและหลายครั้ง ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดบนเขาคิชฌกูฏ ในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จะมีประชาชนจำนวนมากนำเครื่องหอมมากมายมาบูชาทุกๆ วัน จนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ปัจจุบันก็มีพุทธบริษัททั้ง ภิกษุ นักบวช และผู้คนเดินทางหลั่งไหลกันมามากมายจากทั่วสารทิศของโลกเพื่อให้ได้มาสวดมนต์ กล่าวคำบูชา และเดินทักษิณา และบ้างก็นั่งสวดมนต์ภาวนาและทำสมาธิ รอบๆ พระมูลคันธกุฎี เพื่อเป็นการสักการะบูชาถวายแก่พระพุทธเจ้า
พระมูลคันธกุฎี กุฏิที่ประทับของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล
ณ ขณะเวลาที่เราอยู่ที่บนยอดเขาคิชฌกูฏ แม้นจะใช้เวลาน้อยมากเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น  แต่ด้วยบรรยากาศสิ่งแวดล้อมของสถานที่ ประกอบกับความรู้เรื่องพุทธประวัติที่ไกด์บรรยายมาอย่างพรั่งพรูประหนึ่งทำให้เราเข้าไปอยู่ในช่วงเวลา ณ ขณะนั้นด้วย ทำให้รู้ซึ้งซาบซึ้งอย่างยากจะพรรณาออกมาได้เป็นภาษาเขียนสั้นๆ ให้ได้รับรู้ถึงอารมณ์ร่วมในเวลาที่เราอยู่บนนั้น รู้แต่ว่าทั้งปิติใจ อิ่มเอิบทั้งกายและใจที่ครั้งนี้เราไม่เสียทีที่ได้เกิดมาในร่มเงาพระพุทธศาสนา มาถึงแล้ว ณ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งศาสดาของเราเคยประทับและสั่งสอนธรรมอันสร้างความสงบร่มเย็นให้แก่โลกด้วยพระเมตตาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
สักการะพระมูลคันธกุฎี กุฏิที่ประทับของพระพุทธเจ้าบนเขาคิชฌกูฏ อินเดีย
สำหรับคนที่คิดจะไปสักการะพระมูลคันธกุฎีบนบนยอดเขาคิชฌกูฏ ณ กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ขอบอกเลยว่าไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินขึ้นไป ไม่ได้ยากหรือเหนื่อยอย่างที่คิด แต่หากคิดว่าเดินไม่ไหวก็ใช้บริการของลูกหาบชาวอินเดียได้ บนยอดเขาแม้นจะมีแดดแรงบ้าง แต่อาจจะเป็นเพราะสายลมเย็นบนยอดเขาทำให้เราไม่รู้สึกว่าร้อนเลย กลับรู้สึกถึงความเย็นและสงบของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คงมีเฉพาะผุ้ที่ไปถึงแล้วเท่านั้นจึงจะพอบรรยายบรรยากาศและอารมณ์ที่รับรู้ได้
ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย
ในที่สุดก็สมควรแก่เวลา คณะของเราก็ต้องเดินกลับลงมาจากจากยอดเขาคิชฌกูฏ เพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัยนาลันทาโดยจะแวะทานอาหารเที่ยงที่วัดไทยนาลันทาก่อน จะมาเขียนให้ได้ติดตามอ่านในเรื่องเล่าตอนต่อไป คอยติดตามนะครับ 

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www..rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ
www..rkatour.com

ขึ้นเขาคิชฌกูฏ อินเดีย

ขึ้นเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย

เขาคิชฌกูฏ ในประเทศอินเดีย  เป็นภูเขาขนาดไม่ใหญ่นักอยู่ทางทิศใต้ของกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธในอดีต ปัจจุบันคือจังหวัดนาลันทา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย  เขาคิชฌกูฏมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญอีก 1 แห่งด้วยเป็นสถานที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธเจ้า ในช่วงพรรษาที่ 2, 5, 7 และพรรษาสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ทางเดินขึ้นเขาคิชกูฏ ระยะทางประมาณ 1 กม. เดินไม่ไหวก็ใช้บริการลูกหาบได้

เขาคิชฌกูฏ  แปลตามตัวคือเขาอีแร้ง   เนื่องจากมีรูปร่างเหมือนอีแร้ง มีความเชื่อกันว่า ถ้าใครได้ขึ้นถึงยอดเขาคิชฌกูฏสักครั้งในชีวิต ก็เปรียบเหมือนว่า ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะบนยอดเขาคิชฌกูฏ เคยเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าในช่วงสมัยพุทธกาลเป็นระยะเวลานานพอสมควรนั้นเอง การขึ้นเขาคิชฌกูฏก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากเนื่องจากปัจจุบันทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฏได้รับพัฒนาให้เดินได้อย่างสะดวกสบาย แต่หากใครที่สูงอายุมากหรือขาไม่ดีจะใช้บริการของลูกหาบชาวอินเดียก็ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงรวม 2 เที่ยวในราคาประมาณ 600 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งนับว่าเป็นความสะดวกสบายในการขึ้นลงเขาคิชฌกูฏมากๆ เลยทีเดียว

จุดเริ่มต้น บริเวณทางขึ้นของเขาคิชฌกูฏ
เมื่อคณะของเราไปถึงบริเวณลานจอดรถเพื่อขึ้นเขาคิชฌกูฏ ในวันนั้นเป็นวันที่ 3 ช่วงสายๆ ของการเดินทาง ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคม 2563 หลังจากคณะของเราออกมาจากจุดชมรอยเกวียนโบราณอายุประมาณ 3,000 ปี มาถึงบริเวณทางขึ้นเขาคิชฌกูฏก็มีห้องสุขาบริการที่สะอาดดีพอสมควร คนที่มาสักการะพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขาคิชกูฏจะได้ปลดทุกข์หนักทุกข์เบากันได้สะดวก  และจะได้ขึ้นเขาคิชฌกูฏอย่างมีความสุขกายสุขใจ
ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ อินเดีย
หัวหน้าคณะและไกด์ไทยของเราในทริปนี้ คือ อาจารย์ด็อกเตอร์ นพดล ขวัญชนะภักดี คงจะเห็นว่าคณะของเรามีหนุ่มน้อยสาวน้อยกันหลายคน ก็เลยใจดีไปเช่าไม้เท้ามาให้ถือเดินขึ้นเขาเพื่อเป็นขาที่ 3 ช่วยพยุงตัวเวลาเดินขึ้นเขาจะได้ไม่เหนื่อยมาก จำไม่ได้แล้วว่าค่าเช่าไม้เท้าอันละ 10 หรือ 20 บาท แต่เช่าไม้เท้าหลายอันเลยได้ราคาพิเศษหน่อย สังเกตดูหลายๆ ท่านในคณะของเราได้ประโยชน์จากไม้เท้ามากพอสมควร แต่ถ้าร่างกายไหวผมคิดว่าไม้เท้ามันเป็นภาระมากกว่าโดยเฉพาะผมเองที่ถือกล้องกับขาตั้งกล้องขึ้นมาด้วยเลยคิดว่าไม่มีไม้เท้ามาเป็นภาระอีก 1 อันจะสะดวกกว่า แต่ยืนยันว่าสำหรับผู้สูงอายุที่จะเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏ การมีไม้เท้าหรือจะใช้ร่มที่แข็งแรงๆ แทนไม้เท้าเป็นขาที่ 3 ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

ของที่วางขาย บริเวณทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ
ตลอดระยะทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทางขึ้นจนเกือบถึงครึ่งทางสู่ยอดเขาจะมีร้านค้าของชาวพื้นเมืองมาวางขายของเยอะมากตลอดแนว หลังจากเลยครึ่งทางมาแล้วก็จะพบบ้างประปราย สันนิษฐานเอาว่าราคาสินค้าก็คงแปรผันกับความสูงที่ร้านค้าต้องหอบหิ้วขึ้นมา ก็มีอะไรแปลกๆ น่าสนใจหลายอย่าง บางอย่างก็มีไว้เพื่อนำไปบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ระลึก และที่มีมากพอๆ กับร้านค้าหรืออาจจะมากกว่าร้านค้าด้วยซ้ำ คือคนที่มาขอทาน ก็ไม่แน่ใจว่าใช้คำเหมาะสมหรือไม่ แต่คิดว่าเข้าใจไม่ผิด ตลอดทางขึ้นเราจะได้ยินเสียงเรียกคณะเราที่เป็นผู้หญิงว่า มหารานี สำหรับผู้ชายจะเรียกว่า มหาราชา บ่อยมาก ใครใจดีจะทำทานให้บ้างก็ไม่ว่ากัน แต่ ดร.นพดลเคยเตือนไว้ว่าถ้าไม่อยากรำคาญเดินตามตื้อจากคนที่มาขอเงินอีกกลุ่มใหญ่ ก็อย่าเผลอใจดีเชียว และการจะคุยอะไรกับคนอินเดียต้องคุยให้ชัดเจน โดยเฉพาะราคาสินค้าหรือบริการว่าคิดเป็นสกุลเงินอะไร ไม่อย่างนั้นอาจเสียเหลี่ยมแขกเอาง่ายๆ 
การเดินขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏ
ถ้าจะให้บอกความรู้สึกจริงๆ ในการขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ที่มีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร(คาดเดาเอาเอง) ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือลำบากอะไรเลย เพราะระหว่างทางไกด์จะบรรยายเรื่องราวความเป็นมาในสมัยพุทธกาลให้ฟังระหว่างที่เดินขึ้นกันไปช้าๆ ไม่ได้รีบร้อนอะไร ก็ได้ทั้งสาระความรู้ และเพลิดเพลินกับทัศนียภาพระหว่างเส้นทาง โดยเฉพาะเห็นการใช้ชีวิตคนอินเดียในอีกรูปแบบที่คงไม่ได้เห็นบ่อยๆ อาจารย์ด็อกเตอร์นพดลท่านมีมุขสนุกๆ รวมทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับพุทธประวัติที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ในอดีตให้ฟังเยอะแยะมากมาย ยังคิดอยู่ว่าเวลา 8 วันที่อยู่กับท่านน้อยไปด้วยซ้ำ แต่ที่จำติดหูมาถึงวันนี้คือ ถ้าอยากไปแบบมีเกียรติต้องไปอินเดีย ถ้าไปแบบขี้ข้าต้องไปอเมริกา ก็น่าจะจริงของท่าน เพราะตั้งแต่เรามาถึงสนามบินอินเดียก็มีแต่คนเรียกเรามหาราชา มหารานีเป็นแถวโดยไม่ได้เช็คกระเป๋าตังที่เรามีด้วยซ้ำ ตรงข้ามไปอเมริกาคนผิวเหลืองอย่างเราที่ไปถึงที่นั่นเขาจะมองเราแบบไหนคงไม่ต้องอธิบาย และคงจะเคยได้ยินไม่น้อยว่าคนไทยที่อเมริกาโดยเฉพาะคนที่ไปเริ่มต้นสตาร์ทชีวิตใหม่ที่นั่นต้องทำอะไรบ้างเพื่อความอยู่รอด

จุดแวะพักครึ่งทาง สู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย
เดินกันแป๊บเดียวเหมือนใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดพักครึ่งทางกันแล้ว ที่จุดนี้ฟังไกด์เล่าว่าเคยใช้ต้อนรับเจ้านายชั้นสูงที่เดินทางมาสักการะพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกูฏด้วย ก็ให้หนุ่มน้อยสาวน้อยได้แวะพักขากันซักหน่อย คณะของเรามาด้วยกัน 10 คน อยู่หลังกล้อง 1 คน จึงหายไป 1ท่านซึ่งไม่ต้องตกใจ เพราะลูกหาบชาวอินเดียพาไปรออยู่ที่บนยอดเขาแล้ว เดี๋ยวอีกซักครู่ก็เจอกัน การเดินมาเป็นกลุ่มขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏพร้อมไกด์ก็ดีเหมือนกันเพราะเราจะได้ฟังเกร็ดความรู้ไปด้วยระหว่างทาง   และเอาความรู้สึกจริงๆ ถ้าเราไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับการปวดเมื่อยหรือเจ็บขาจนเดินนานๆ ไม่สะดวก การขึ้นเขาคิชฌกูฏก็ไม่ได้เหนื่อยมากมายอะไรเลย แม้นว่าจะมีแดดบ้างแต่อากาศบนยอดเขาลมพัดเย็นสบายมาก ยิ่งช่วงอากาศปลายฤดูหนาวอย่างนี้ พวกเราแทบไม่มีเหงื่อกันเลย ถือเป็นการออกกำลังไปในตัวหลังจากนั่งบนรถติดๆ กันวันละหลายชั่วโมง

ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย
เล่ามาถึงครึ่งทางของการขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย ซึ่งข้างบนนั้นมีเรื่องราวเยอะแยะมากมาย ถ้านำมาเขียนเล่าเรื่องเลยเกรงว่าบทความจะยาวเยิ่นเย่อเกินไป ขอให้ติดตามต่อในตอนหน้านะครับ ขอให้มงคลสวัสดี ความเป็นมงคลทั้งหลายจงคุ้มครองผู้ประพฤติดี และหวังว่าซักครั้งหนึ่งในชีวิต เราจะได้มีโอกาสไปเที่ยวด้วยกันซักครั้งนะครับ


ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ