วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย
วันนี้ก็ยังคงอยู่ในวันที่ 2 ของการเดินทาง 8 วันไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน ตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียและประเทศเนปาล  จากตอนที่แล้วที่เราออกจากพุทธคยาสักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับในคืนตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและได้ไปชมวัดไทยพุทธคยา ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกที่มาสร้างในประเทศอินเดีย เราออกจากวัดไทยพุทธคยาก็เดินทางเข้าพักที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนากันเลย

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย
วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาเจดีย์พุทธคยา อยู่ในเขตการปกครองของรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นวัดของคนไทยที่บริหารโดยพระสงฆ์ชาวไทย มีวัตถุประสงค์สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกไว้รับรองบริการทั้งที่พักและอาหารแก่คณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาชาวไทยที่เดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจไปสักการะเจดีย์พุทธคยาอันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 

อาหารมื้อเย็น(ค่ำ)ที่วัดไทยมคธวิปัสสนา

คณะของเราไปถึงวัดไทยมคธวิปัสสนาก็มืดพอดี ทางโรงครัวเขาก็เตรียมอาหารไว้รับรองเรียบร้อยแล้วจากการที่คณะของเราได้แจ้งความประสงค์ไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทางมาอินเดีย จึงสะดวกสบายมาก ไปถึงก็ได้กินอาหารไทยฝีมือแม่ครัวชาวไทยอร่อยๆ ดังนั้นคณะที่ไปด้วยกันจึงไม่มีใครเดือดร้อนเรื่องอาหารการกิน

อาหารเย็นที่คณะเราเลือกรับประทาน ที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา

ที่ประเทศอินเดียส่วนใหญ่คนอินเดียจะทานมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ จึงค่อนข้างหาร้านอาหารที่มีเนื้อสัตว์ยาก แต่ไม่ใช่ไม่มีเลยทีเดียวก็ยังพอหารับประทานได้บ้าง  ดังนั้นอาหารหลักๆ จะเน้นเมนูผักกับไข่และนม  มีเนื้อสัตว์ให้ทานบ้างแต่ไม่ทุกมื้อ มื้อนี้ของเราเป็นแกงส้ม  ผัดผัก และไข่เจียว ถึงแม้จะเป็นอาหารง่ายๆ แต่ปรุงโดยคนไทย รสชาติแบบไทยยังไงก็อร่อยถูกปากคนไทย 

ส่วนของห้องรับประทานอาหาร และที่พักที่มีไว้ต้อนรับนักเดินทางชาวไทย
หลังจากอิ่มกับอาหารเย็นกันเรียบร้อย หัวหน้าคณะนำเที่ยวก็นัดแนะถึงวันเวลาที่จะเดินทางกันต่อในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะไปขึ้นเขาคิชกูฏและไปดูมหาวิทยาลัยนาลันทามหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก จากนั้นเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องพักที่ทางวัดไทยมคธพุทธวิปัสสนาเตรียมไว้ให้

ห้องพักในวัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา

ภายในห้องพักของวัดไทยมคธวิปัสสนา ประเทศอินเดีย ก็ถือว่ากว้างขวางและสะอาดมาก พักที่วัดแห่งนี้ได้ทานอาหารอร่อย นอนสบาย ปกติจะมีนักแสวงบุญชาวไทยทั้งพระสงฆ์และฆราวาสมาใช้บริการกันเยอะมาก สังเกตุได้จากห้องพักที่มีหลายสิบห้อง แต่เนื่องจากคณะเรามาเกือบเป็นสัปดาห์สุดท้ายของฤดูการทัวร์ท่องเที่ยวแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถานและหลังจากนี้สนามบินก็จะงดให้บริการนำเที่ยวจากมาตรการโควิด คืนนี้จึงมีเพียงแค่คณะของเรา 10 คน เข้าพักเท่านั้น

อาหารที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

เช้าวันรุ่งขึ้นย่างเข้าสู่วันที่ 3 ของโปรแกรมทัวร์อินเดีย คณะของเราก็ตื่นกันแต่เช้ามืดก่อนสว่าง มาทานข้าวต้มอาหารเช้าด้วยกันตั้งแต่ 06.00 น. เพื่อเตรียมเดินทางสู่กรุงราชคฤห์ เมืองของพระเจ้าพิมพิสาร และไปเขาคิชกูฏกัน ระยะทางจากพุทธคยาถึงกรุงราชคฤห์ประมาณ  70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงเศษ คณะของเราออกเดินทางเร็วก็จะได้เที่ยวเยอะ 

วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา อินเดีย

ทั้งนี้คณะของเราก็ต้องขอบคุณวัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ทำอาหารอร่อยๆ ให้กิน ได้มีที่นอนที่สบาย ส่วนค่าบริการของทางวัดก็แล้วแต่ผู้เดินทางไปแสวงบุญจะทำบุญตามกำลังศรัทธา จะให้มากหรือให้น้อยไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะทางวัดก็ทำขึ้นมาเพื่อตั้งใจอำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่เดินทางไปแสวงบุญอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าเราทำบุญตามสมควรหน่อยทางวัดก็จะได้มีกำลังบริการที่ดีขึ้นแก่รุ่นน้องที่เดินทางตามหลังคณะของเราไปทำบุญที่พุทธคยาต่อไป  ก็จะได้เป็นบุญเป็นกุศลให้ทุกคนได้มีจิตที่อิ่มเอิบ มีความสุขกายสบายใจในการเดินทางไปตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย ซึ่งไม่ได้มีดีเฉพาะแค่ที่เราได้เที่ยวต่างประเทศ แต่เราจะได้รู้และเข้าใจพุทธประวัติและอาจจะเข้าถึงแก่นแท้หลักธรรมของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น

สนใจไปแสวงบุญและต้องการพักที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ติดต่อได้ที่   โทรศัพท์ (+91)8084771747 (ประเทศอินเดีย)  Line ID : thaimagadh1898

ขึ้นเขาคิชกูฏ กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย

ติดตามตอนต่อไป เดินทางสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อขึ้นเขาคิชกูฏนะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 


เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย

จากตอนที่แล้วที่เล่าไปถึงการเข้าไปในพุทธคยา เมื่อคณะของเราเสร็จจากการสักการะเจดีย์พุทธคยาและแท่นวัชรอาสน์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รวมทั้งรัตนจงกรมเจดีย์และเดินสำรวจบริเวณโดยรอบแล้ว เป็นเวลาน่าจะประมาณใกล้เคียง 17.00 น. เห็นว่ายังพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย คณะของเราเลยเดินไปชมวัดไทยพุทธคยาซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักกับพุทธคยา สามารถเดินไปได้ไม่ยาก  เสร็จแล้วค่อยเดินทางไปพักที่วัดไทยมคธ

วัดไทยพุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา เมื่อคณะของเราทั้ง 10 คนเดินเข้าไปในวัดไทยพุทธคยาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศวัดไทยสบายๆ ไม่มีเค้าเป็นวัดในต่างแดนเลย วัดไทยพุทธคยาเป็นวัดไทยแห่งแรกที่สร้างขึ้นในประเทศอินเดีย  เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2500 โดยมีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่   ตั้งอยู่ใกล้ห่างจากเจดีย์พุทธคยาประมาณ 500 เมตรเท่านั้นอง เป็นวัดที่อยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย  ลักษณะสำคัญที่น่าสนใจคือพระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยาได้จำลองแบบทั้งภายในและภายนอกมาจากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ที่ดีที่สุด มีการตกแต่งภายในที่เหมือนกันกับวัดเบญจมบพิตรด้วย เช่น มีพระพุทธชินราชเป็นพระประธาน เป็นต้น

พระประธานในวัดไทยพุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยที่ได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากรัฐบาลไทย จึงมีพิธีกรรมสำคัญๆ ที่วัดแห่งนี้เสมอ และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานเพื่อให้พุทธบริษัทชาวไทยอัญเชิญไปทอดกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษาที่วัดไทยพุทธคยาเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ทางมหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย  เป็นผู้ดูแลพระนักศึกษาไทยที่มาศึกษาที่ประเทศอินเดียด้วย และมีการจัดตั้งคลินิกเพื่อดูแลสุขภาพของชาวไทย และชาวพุทธจากทั่วโลกที่เดินทางไปแสวงบุญที่พุทธคยา รวมทั้งให้บริการดูแลสุขภาพแก่ชาวอินเดียในพื้นที่เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น

อู่น้ำในวัดไทยพุทธคยา

เมื่อเราย่างเท้าเข้าไปในวัดไทยพุทธคยา จะเดินผ่าน อู่น้ำ จุดจำหน่ายน้ำและของที่ระลึกของวัด  บางวันก็จะมีชาสมุนไพรอินเดียที่เรียกว่า "กาลัม จาย" โดยจายหรือชาชนิดนี้ทำโดยต้มใบชากับน้ำขิงแล้วเติมนมสดกับสมุนไพรอินเดียและน้ำตาล เป็นเครื่องดื่มที่คนอินเดียนิยมดื่มกันมาก  

ที่ทำการกงศลในวัดไทยพุทธคยา

ถัดจากอู่น้ำเข้าไปอีกหน่อยก็จะเจอไปโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นห้องพยาบาลที่มีเจ้าหน้าที่อาสาของกระทรวงสาธารณสุขมาคอยให้บริการตรวจรักษาโรคแก่คนไทยและพระสงฆ์ที่มาแสวงบุญที่พุทธคยา ส่วนอาคารถัดไปจากโรงพยาบาลพระพุทธเจ้าก็จะเป็นสถานกงศุลไทยพุทธคยา ที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาแสวงบุญชาวไทยโดยเฉพาะ

พิธีอุปสมบทหมู่ ในวัดไทยพุทธคยา

โชคดีมากๆ ในการเดินทางของเราที่บังเอิญเข้าไปในวัดไทยพุทธคยา ในอุโบสถกำลังมีพิธีอุปสมบทและบรรพชาหมู่ เนื่องจากเป็นช่วงของการทำพิธีกรรมสำคัญเลยไม่กล้าเสียมารยาทสอบถามข้อมูลของผู้ที่มาบวชที่วัดไทยพุทธคยาในเวลานั้น แต่เคาเดาว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความสำคัญระดับหนึ่ง อาจจะเป็นข้าราชการที่ได้รับอนุญาตมาบวชเพื่อศึกษาพระธรรมที่นี่ก็ได้ เพราะการมาบวชที่วัดในต่างประเทศเป็นหมู่คณะใหญ่ๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ง่ายๆ  คณะเราก็เลยได้แต่เปี่ยมด้วยความปิติและยินดียิ่งพร้อมอนุโมทนากุศลผลบุญที่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมพิธีอุปสมบทหมู่แบบเจ้าภาพไม่ได้เชิญในครั้งนี้ด้วย

พระสงฆ์ไทยที่จำพรรษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นวัดที่ได้รับการดูแลโดยรัฐบาลไทย จึงมักมีพิธีและกิจกรรมสำคัญบ่อยๆ  รวมทั้งเป็นโรงเรียนสอนและสอบธรรมแก่พระภิกษุและสามเณรด้วย


เมื่อได้เวลาอันสมควร คณะของเราก็ออกจากวัดไทยพุทธคยาเพื่อเดินทางไปเข้าพักที่วัดไทยมคธต่อไป ซึ่งขอยกยอดเขียนเรื่องวัดไทยมคธที่เป็นการปิดทริปวันที่ 2 ของโปรแกรมทัวร์ 8 วันในการไปแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียและประเทศเนปาลในบทความหน้านะครับ ขอธรรมสวัสดีแก่ทุกท่าน เมื่อเราประพฤติธรรม ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติดี

คณะของเรา ณ วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย เมื่อ 7 มีนาคม 2563

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล หลังสถานการณ์โควิด 1- คลี่คลาย คาดว่าจะจัดเดินทางครั้งต่อไปปลายปี 2566 - ต้นปี 2567  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564

พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

พุทธคยา หรือคนท้องถิ่นเรียก โพธคยา
 ในสมัยพุทธกาลอยู่ในเขตหมู่บ้านอุรุเวลา แคว้นมคธ ปัจจุบันคืออำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพุทธเจ้า เป็นหนึ่งในสี่ของพื้นที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดทางพุทธศาสนา   และได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ. 2545

คณะแสวงบุญของเราในวันเดินทางเข้าไปในพุทธคยา

จากที่เล่ามาในบทความที่เขียนก่อนหน้านี้  วันนี้ยังเป็นวันที่ 2 ของทริปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน ในประเทศอินเดียและประเทศนปาลของคณะเราที่มากันทั้งหมด 10 ท่าน วันนี้ที่เดินทางตรงกับวันที่ 7 มีนาคม 2563 หลังจากออกเดินทางมาจากสารนาถตั้งแต่เช้าตรู่ เดินทางมาร่วม 250 กิโลเมตร ใช้เวลาบนรถนานประมาณ 6 ชั่วโมง ถนนหนทางถือว่าสะดวกสบายมาก โดยก่อนที่จะเข้ามาในเขตพุทธคยาซึ่งห่างจากแม่น้ำเนรัญชราประมาณ 350 เมตร เราก็ได้แวะชมบ้านของนางสุชาดามหาอุบาสิกาผู้ถวายข้าวมธุปายาสและบ้านของโสตถิยพราหมณ์ผู้ที่ถวายหญ้ากุศะแก่พระพุทธเจ้า และพระองค์ได้นำมาปูรองประทับ ณ โคนไม้ใต้ต้นโพธิ์ในวันที่ตรัสรู้ และวันนี้ที่เราจะเข้าไปในเขตพื้นที่พุทธคยาซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา เราจึงพร้อมใจกันแต่งชุดขาวเพื่อแสดงเคารพสถานที่ และเป็นการสำรวมทั้งกายวาจาและใจ 

ค่าธรรมเนียมใช้กล้องถ่ายรูปใน พุทธคยา

การเข้าไปภายในเขตเจดีย์พุทธคยา ทางเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปข้างในโดยเด็ดขาดต้องฝากไว้ที่จุดรับฝากข้างนอก ไกด์บอกว่าเป็นมาตรการความปลอดภัยเรื่องการก่อการร้ายที่อาจใช้สัญญาณโทรศัพท์จุดระเบิด ดังนั้นเราจะไม่สามารถใช้กล้องถ่ายรูปจากมือถือบันทึกภาพภายในพุทธคยาได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็อนุญาตให้เราสามารถบันทึกภาพได้แต่ต้องใช้กล้องถ่ายรูปเท่านั้น โดยมีค่าธรรมเนียมการนำกล้องถ่ายรูปเข้าไป 100 รูปี โดยถ้าคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ประมาณ 45-50 บาทเท่านั้น ถือเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานที่ ที่ผู้เข้าไปในเขตภายในของพุทธคยาต้องช่วยกันให้ความร่วมมือ  เมื่อเราเดินเข้าไปถึงประตูทางเข้าจะมีด่านตรวจความปลอดภัยผ่านเครื่องสแกนและมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจอย่างเคร่งครัดอีกชั้นหนึ่งก่อนที่เราจะเข้าไปได้ถึงชั้นในของพุทธคยา

ทางเข้าสู่เขตชั้นในของพุทธคยา

ทันทีที่เราเข้าสู่ชั้นในของเจดีย์พุทธคยา  จะเห็นผู้คนมากมายจากหลากหลายประเทศทั้งที่นับถือพระพุทธศาสนาและไม่ใช่ แต่ทุกคนสังเกตได้ว่าเข้ามาในพุทธคยาด้วยความเคารพเลื่อมใส ต่างนิ่งสงบ ทั้งที่มีคนเรือนพันเรือนหมื่น แต่หามีเสียงพูดคุยจอแจไม่ มีแต่เสียงพร่ำสวดมนต์ที่มีหลากหลายสำเนียงทั้งพุทธมหายานบ้าง พุทธหินยานบ้าง ดูจากรูปแบบการแต่งกายของพระสงฆ์ที่หลากหลายรูปแบบ ก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นพุทธนิกายไหนกันบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนิกชนนิกายอะไรก็ตามเมื่อเข้ามาในเขตเจดีย์พุทธคยากลับดูกลมกลืนไปด้วยกันเหมือนกลับสู่จุดกำเนิดเดียวกันทั้งสิ้น และคณะเราทุกคนและเชื่อว่าคงเกือบทุกคนที่เข้ามาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะรับรู้ได้ถึงพลังงานศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่สงบและเย็นอย่างอธิบายได้ยาก นอกจากจะต้องไปสัมผัสเองด้วยสัมผัสทั้ง 5 

การแต่งกายของนักบวชหรือสงฆ์ของนิกายอื่นๆ ที่เราไม่คุ้นตา

เมื่อเข้าไปในเขตชั้นในของเจดีย์พุทธคยา มีสิ่งสำคัญที่เราควรเข้าไปสักการะ ได้แก่

เจดีย์พุทธคยา

เจดีย์พุทธคยาหรือพระมหาโพธิ์เจดีย์ คืออนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงสูง เป็นสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบอินเดีย สูงประมาณ 170 ฟุต แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกประดิษฐานพระพุทธเมตตา  ส่วนชั้นที่ 2 ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาปางประทานพร บริเวณโดยรอบเจดีย์มีเจดีย์บริวารล้อมอยู่ทั้ง 4 ทิศ  เจดีย์พุทธคยาถือเป็นแลนด์มาร์คของกลุ่มพุทธสถานพุทธคยา มีความเป็นมาคือหลังจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือต้นโพธิ์ ทรงยืนพิจารณาทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์  ตลอด 7 วัน ทรงหวลระลึกถึงอดีตที่ทรงชำระกิเลสหมดสิ้นผ่องใส ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ประทับยืนนั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์

พระพุทธเมตตา

พระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะปาละ มีความงดงามมาก เป็นพระพุทธรูปใหญ่หนึ่งเดียวในเจดีย์ที่ไม่ถูกทำลายจากกษัตริย์ชาวฮินดูในสมัยที่มีการกวาดล้างพระพุทธศาสนาในอินเดีย

ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์  คือต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทับในช่วงเวลาตรัสรู้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นปัจจุบันเป็นต้นที่ 4 ที่ปลูกในตำแหน่งเดิม โดยมีลำดับดังนี้
  • ต้นแรกคือต้นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ได้ตายลงในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช
  • ต้นที่สองคือต้นที่แตกหน่อออกมาจากต้นแรกและได้ถูกทำลายลงในสมัยพระเจ้าสาสังการ กษัตริย์ฮินดู
  • ต้นที่สามคือต้นที่แตกหน่อออกมาจากต้นแรกและได้ตายลงเพราะขาดการบำรุงดูแล เนื่องจากเป็นช่วงพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียเสื่อมโทรม
  • ต้นที่ 4 คือต้นศรีมหาโพธิ์ต้นปัจจุบันที่แตกหน่อมาจากต้นที่ 3 ได้รับการบำรุงดูแลหน่อโดยเซอร์คันนิงแฮม หัวหน้าคณะสำรวจพุทธศาสนสถานในช่วงที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ปัจจุบันมีอายุ 140 ปี

พระแท่นวัชรอาสน์

พระแท่นวัชรอาสน์  หรือนิยมเรียกว่าโพธิ์บัลลังก์ 
อยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นสถานที่ประทับในคืนตรัสรู้ ซึ่งพระพุทธองค์องค์ทรงลาดหญ้ากุศะเป็นบัลลังก์ประทับนั่ง และพระองค์ได้ทรงอธิษฐาน ณ อาสนะนี้ ความว่า “หากแม้นเลือดและเนื้อจะเหือดจะแห้งอย่างไร ถ้าไม่บรรลุพระอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจักไม่เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะนี้” อาสนะนี้จึงได้ชื่อว่า วัชระอาสน์ ซึ่งวัชระ แปลว่า เพชร, อาสนะ แปลว่า ที่นั่ง ดังนั้น วัชระอาสน์ มีความหมายว่า “พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษใจเพชร”  ต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างพระแท่นขึ้นมาเพื่อบูชาสถานที่บำเพ็ญเพียรของพระพุทธเจ้า ตัวแท่นทำจากทองมีความยาว 7 ฟุต สลักเป็นรูปเพชร พญาหงส์ และดอกมณฑารพสลับกัน รอบๆ ต้นพระศรีมหาโพธิ์และบริเวณพระแท่นวัชรอาสน์ จะพบพระภิกษุ นักบวชและพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ไปทำการสักการะ สวดมนต์ และนั่งทำสมาธิ ด้วยกัน

รัตนจงกรมเจดีย์
รัตนจงกรมเจดีย์ เมื่อครั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วได้เสด็จไปบริเวณทิศเหนือของพระศรีมหาโพธิ์ ทรงนิรมิตที่จงกรม ระหว่างโพธิบัลลังก์ กับที่ประทับยืนที่อนิมิสเจดีย์ ทรงเสด็จจงกรมจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก เรียกว่า รัตนจงกรมเจดีย์ ปัจจุบัน รัตนจงกรมเจดีย์ อยู่ข้างพระมหาเจดีย์ ด้านทิศเหนือ มีหินทรายสลักเป็นดอกบัวบาน จำนวน 19 ดอก มีแท่นหิน ทรายแดงยาวประมาณ 6 เมตร

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอื่นๆ ใกล้เคียงและเกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ในช่วงเวลานั้นอีก เช่น

คณะที่เดินทางไปด้วยกัน ถ่ายรุปเป็นที่ระลึกบริเวณพระแท่นวัชรอาสน์

รัตนฆรเจดีย์
หลังจากตรัสรู้แล้วพระพุทธองค์เสด็จไปประทับ ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับในเรือนแก้ว (รัตนฆร) ที่เทวดา นิรมิตถวาย ทรงประทับภายในเรือนแก้วนั้นตลอด 7 วัน ทรงพิจารณาพระอภิธรรม เมื่อทรงพิจารณาถึงมหาปัฏฐาน ปรากฏมี พระฉัพพรรณรังสีแผ่ออกมาจากพระวรกาย ปัจจุบันสถานที่ที่เป็นรัตนฆรเจดีย์นั้น มีอนุสรณสถานเป็นรูปวิหารทรงสี่เหลี่ม ไม่มีหลังคามุง กว้างประมาณ 11 ฟุต ยาวประมาณ 14 ฟุต รอบข้างเต็มไปด้วยเจดีย์โบราณ มีพระพุทธรูปสมัยคุปตะและสมัยปาละ พิจารณาแลัวเห็นน่าจะมีผู้นำ มาตั้งไว้ในสมัยหลัง  

คณะผู้ร่วมเดินทางไปแสวงบุญที่พุทธคยาในครั้งนี้

อชปาลนิโครธ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ อชปาลนิโครธ แปลว่า ต้นไทรอันเป็นที่รักษาแพะ  หมายถึง ต้นไทรนี้  มีเด็กเลี้ยงแพะพาแพะมาหาละแวกนี้อยู่เสมอ พระพุทธเจ้าขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ตรัสรู้ ได้เสด็จมารับข้าวมธุปายาส จากนางสุชาดา ณ ที่แห่งนี้ 

ผู้เขียน ถ่าย ณ รัตนจงกรมเจดีย์

สระมุจลินทร์ 
ตามประวัติพระพุทธองค์ได้เสด็จไปที่ใต้ต้นมุจลินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากแม่น้ำเนรัญชรา ครึ่งกิโลเมตร ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ราวๆ ๒ กิโลเมตร ทรงประทับนั่งที่นั่นตลอด ๗ วัน ๗ คืน ขณะนั้นเกิดฝนตกใหญ่ พญานาค นามว่า มุจลินทร์ ปรารถนาจะกำบังฝนให้พระพุทธองค์ จึงขนดตนเองวนรอบพระวรกาย และแผ่พังพานบังลมฝน ตลอด ๗ วัน เมื่อครบ ๗ วัน ลมฝนสงบแล้ว ได้คลายตัวออก และแปลงเพศเป็นมานพหนุ่ม ถวายบังคม ณ เบื้องพระพักตร์ บริเวณที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ใต้ต้นมุจลินทร์ ปัจจุบันเป็นสระบัวขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า มุจลินทร์โบกขรี (สระบัวมุจลินทร์) มีพระพุทธรูปปางนาคปรกประดิษฐานอยู่กลางสระ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้สาธุชนได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น

มหาเจดีย์พุทธคยา

วัดไทยพุทธคยา
คืนนี้เราจะพักกันที่วัดไทยมคธ ซึ่งสะดวกสบายมากทีเดียว แต่ก่อนจะเข้าที่พัก เราแวะไปวัดไทยพุทธคยากันก่อน ติดตามอ่านได้ในตอนหน้านะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com
สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564

โสตถิยพราหมณ์ ผู้ถวายหญ้ากุศะ

บ้านของโสตถิยพราหมณ์ ผู้ถวายหญ้ากุศะ
 จากที่เล่าไปตอนที่แล้วถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญเดือน 6 นับถอยหลังไป 45 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งเป็นวันที่พระสมณโคดมหรือเจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าขณะพระชนมายุ 35 พระชันษาคือ หลังจากนางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสพร้อมถาดทองคำไปถวายแก่พระสมณโคดมที่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเพราะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าในขณะนั้นคือรุกขเทวดา เพราะนางสุชาดาได้บวงสรวงแก่ต้นไทรใหญ่ไว้เมื่อสมัยวัยรุ่นว่า หากนางได้แต่งงานกับคนที่มีชาติหรือฐานะเสมอกัน และให้กำเนิดลูกชายเป็นคนแรก นางจะมาถวายพลีกรรมแก่ต้นไทรใหญ่นี้มูลค่าหนึ่งแสนทุกปี  ย้อนกลับไปดูบทความเต็มได้ ที่นี่

บ้านของพราหมณ์โสตถิยะ

ครั้นเมื่อพระสมณโคดมหรือเจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยข้าวมธุปายาสจนหมด ก็ได้ตั้งจิตเสี่ยงทายลอยถาดทองคำในแม่น้ำเนรัญชรา ครั้นตกตอนเย็นพระองค์ก็ได้เสด็จกลับข้ามแม่น้ำเนรัญชราซึ่งในฤดูร้อนน้ำในแม่น้ำจะแห้งขอดเดินข้ามไปข้ามมาได้สะดวกเพื่อคืนสู่โคนต้นโพธิ์ที่พระองค์ประทับบำเพ็ญเพียร ระหว่างทางที่เสด็จกลับได้พบกับพราหมณ์นามว่าโสตถิยะซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับฝั่งของแม่น้ำเนรัญชรา มองเห็นเจดีย์พุทธคยาซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับได้ชัดเจนเพราะไม่ไกลกัน 

บ้านของโสตถิยพราหมณ์อยู่ติดฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ไม่ไกลจากบ้านของนางสุชาดา

พราหมณ์โสตถิยะได้ถวายหญ้ากุศะจำนวน 8 กำมือ หรือจะเรียกหญ้ากุสะก็ไม่ผิด  เมื่อพระองค์ได้รับหญ้ากุศะที่โสตถิยพราหมณ์ถวายก็นำไปปูลาดที่โคนต้นโพธิ์ แล้วประทับนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หันหลังเข้าหาต้นโพธิ์ ทรงอธิษฐานว่า "ถ้ายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณก็จะไม่เสด็จลุกขึ้น ถึงแม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที" และคืนนั้นเองที่พระองค์ก็ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พื้นที่บ้านของโสตถิยพราหมณ์ที่ได้รับการอนุรักษ์รักษาไว้

เป็นความเข้าใจผิดของคนไทยส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่า หญ้ากุศะที่พราหมณ์โสตถิยะถวายให้พระพุทธเจ้ารองนั่งเป็นหญ้าคา แม้แต่ผู้แปลข้อความเป็นภาษาไทยที่บ้านของโสตถิยพราหมณ์ก็ยังแปลว่าหญ้ากุศะคือหญ้าคา เมื่อได้เดินทางไปอินเดียครั้งนี้จึงได้พบเห็นและได้ฟังผู้รู้ที่เข้าใจวัฒนธรรมอินเดียอย่างลึกซึ้งอธิบายว่า หญ้ากุศะไม่ใช่หญ้าคา แต่มีลักษณะคล้ายกันแต่ใบอ่อนนุ่มกว่า

หน้าบ้านของพรามหณ์โสตถิยะคือแม่น้ำเนรัญชรา ฤดูร้อนน้ำแห้งเห็นหญ้ากุศะเป็นกอแห้งๆ ประปราย

หญ้ากุศะไม่ใช่หญ้าคาแต่เป็นหญ้าชนิดหนึ่งมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดียและเนปาล หญ้ากุศะชอบขึ้นเป็นกอใหญ่อยู่ในที่แห้งริมฝั่งแม่น้ำ มีใบอวบยาว  ดอกเป็นช่อรูปพีระมิดหรือเป็นแท่งตั้งตรงแข็งสีน้ำตาลอ่อน ออกดอกตลอดฤดูฝน ขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และแยกกอ หญ้ากุศะมีหลายชนิดทั้งที่มีใบนุ่มรากมีกลิ่นหอมและประเภทที่มีใบแข็งคม  ชาวฮินดูนับถือว่าหญ้ากุศะมีความศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน โดยนำหญ้ากุศะหรือกุสะมาประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในวันแรม 15 ค่ำเดือน 9 หรือที่เรียกว่า กุโศตปาฎนีอมาวสยา เพื่อเป็นการบูชาพระกฤษณะ  หญ้ากุศะยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร โดยใช้ทั้งต้นเป็นยาฝาดสมานขับปัสสาวะ ขับเสมหะ รากมีรสหวาน เป็นยาเย็น แก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย

โสตถิยพรหมณ์ ผู้ถวายหญ้ากุศะให้พระพุทธเจ้า

หญ้ากุศะชนิดที่ใบนุ่มไม่แข็งมากและรากมีกลิ่นหอม  คนอินเดียนิยมนำมาใช้ถักเป็นเชือกขึงเป็นเตียงนอน ส่วนหญ้ากุศะที่เป็นกอสูงใหญ่ก็นำมาใช้มุงหลังคาได้ด้วย พราหมณ์ฮินดูนิยมใช้ในพิธีกรรมสลัดน้ำมนต์  โสตถิยพราหมณ์ซึ่งชื่อนี้เป็นแปลว่าสวัสดี จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อของพราหมณ์ที่ทำพิธีเพื่อความสวัสดีมงคล ดังนั้นผู้รู้จึงอธิบายว่าหญ้าที่พราหมณ์โสตถิยะเก็บมาจึงต้องเป็นหญ้ากุศะที่เอามาใช้ในงานมงคล จึงยืนยันได้ว่า หญ้าที่โสตถิยพราหมณ์ถวายแก่พระพุทธเจ้าจึงต้องเป็นหญ้ากุศะชนิดที่ใบอ่อนนุ่มและรากมีกลิ่นหอมที่พราหมณ์ฮินดูนิยมนำมาใช้ในงานมงคล ไม่ใช่หญ้าคาซึ่งใบแหลมคมและรู้สึกระคายเคืองเมื่อสัมผัสอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจกัน

ข้อความภาษาไทยที่มีผู้แปลติดไว้ที่บ้านโสตถิยพราหมณ์

ผู้นับถือพุทธศาสนาจึงเชื่อว่าหญ้ากุศะมีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เช่นกันเพราะเป็นหญ้าที่รองประทับนั่งของพระบรมโพธิสัตว์ในคืนที่ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก จึงมีการใช้หญ้ากุศะในพิธีมงคลประพรมน้ำพุทธมนต์ เมื่อทราบอย่างนี้แล้วพวกเราจึงได้รู้และมั่นใจว่าหญ้ากุศะก็คือหญ้ากุศะหรือกุสะที่พบเจอทั่วๆไปในอินเดีย แม้แต่ช่วงเวลาที่คณะของเราไปก็เห็นหญ้ากุศะบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพียงแต่คณะของเราต้องรีบเดินทางต่อเพื่อไปสักการะเจดีย์พุทธคยา จึงไม่ทันได้ไปถ่ายรูปหญ้ากุศะใกล้ๆ ดังนั้นตอนนี้เราจึงรู้แล้วว่าหญ้ากุศะไม่ใช่หญ้าคาตามที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจกัน

ข้างบ้านของพราหมณ์โสตถิยะก็มีต้นโพธิ์ใหญ่ที่อนุรักษ์ไว้

นี้ก็เป็นเพียงครึ่งวันของวันที่สองเท่านั้นในการทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน จากกำหนดการทั้งหมด 8 วัน เราก็ได้รู้ได้เห็นและเข้าใจเรื่องราวในพุทธประวัติได้ชัดเจนแจ่มใสราวกับว่าประหนึ่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วย ทำให้ข้อกังขาสงสัยหลายๆ เรื่องที่ค้านอยู่ในใจจากการฟังเรื่องราวและเรียนรู้มาอย่างผิวเผิน ค่อยๆ มลายหายไปทีละเปลาะ 

เจดีย์พุทธคยา พบพุทธศาสนิกชนหลายเชื้อชาติ จากหลากหลายประเทศมุ่งหน้ามาที่นี่เยอะมาก

นับว่าเป็นกุศลยิ่งแล้วที่เราได้มารู้และเห็นกับตาตนเองแบบนี้ ซักครู่คณะของเราก็จะออกจากบ้านของพราหมณ์โสตถิยะ มุ่งหน้าสู่เจดีย์พุทธคยา ติดตามอ่านต่อในบคความหน้านะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เยือนบ้านนางสุชาดา มหาอุบาสิกา

บ้านของนางสุชาดา มหาอุบาสิกา

นางสุชาดามหาอุบาสิกา เกิดในช่วงสมุยพุทธกาล เป็นผู้ที่ถวายข้าวมธุปายาสแก่พระสมณโคดมในวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งหลังจากพระสมณโคดมได้เสวยข้าวอันมีรสเลิศนี้แล้ว ในวันนั้นพระองค์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าเป็นทานที่ให้ผลอันมาก และนางสุชาดายังเป็นมารดาของยสกุลบุตร  ผู้ที่กล่าววลีว่า  " ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ " ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เมืองพาราณสี แล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง ต่อมาได้ขอบวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์  และพระยสะก็เป็นพระอัครสาวกร่วมกับพระปัญจวัคคีย์ช่วยเผยแพร่ศาสนาในเวลาถัดมา

ประวัตินางสุชาดา มหาอุบาสิกา

ประวัตินางสุชาดา มหาอุบาสิกา นางสุชาดา เป็นลูกสาวของเศรษฐีเสนานิกุฎุมพี เกิดที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (พุทธคยาในปัจจุบัน) เมื่อโตเป็นสาวได้การทำบนกับต้นไทรต้นหนึ่งว่า ถ้าได้แต่งงานกับผุ้ชายที่มีฐานะเสมอกัน และมีลูกคนแรกเป็นผุูชายก็จะมาทำการทำพลีกรรมแก้บุญโดยบริจาคทรัพย์แสนหนึ่งแก่ท่านทุกปี ต่อมานางสุชาดาได้แต่งงานกับลูกเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสี จึงได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสามีที่เมืองพาราณสี และได้กำเนิดลูกชายคนแรกชื่อว่า "ยสกุมาร" ดังนั้นทุกปีนับจากให้กำเนิดบุตรชายคนแรก นางสุชาดาจึงเดินทางกลับบ้านเกิดที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมที่พุทธคยาเพื่อทำการพลีกรรมแก้บนกับต้นไทรที่ได้บนไว้ และเมื่อนางสุชาดาทำพลีกรรมเสร็จ ท่านก็เดินทางกลับบ้านสามีที่พาราณสี ซึ่งมีระยะทางห่างกันประมาณ 250 กิโลเมตรเลยทีเดียว

บ้านของนางสุชาดา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พุทธคยา

ครั้นเมื่อพระมหาโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญเพียรทำทุกiกิริยาอย่างยิ่งยวดเป็นเวลานานถึง 6 ปี และทรงได้เห็นแล้วว่าไม่ใช่หนทางแห่งการดับทุกข์ จึงได้เลิกทำทุกขกิริยานั้นเสียเป็นเหตุให้เหล่าปัญจวัคคีย์หนีพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน(ธัมเมกขสถูป บทความที่เขียนไปก่อนนี้) เป็นเหตุให้พระสมณโคดมอยู่บำเพ็ญเพียรแต่เพียงลำพัง มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกในเหตุการณ์ใกล้เคียงกับช่วงเวลานั้นว่า "พระมหาบุรุษประทับพักผ่อนอยู่ในราวไพรฝั่งบ้านนางสุชาดาตลอดเวลากลางวัน ตกตอนเย็นก็เสด็จไปสู่ควงไม้มหาโพธ์ " ไม่ได้เอ่ยถึงเลยว่าต้องทรงข้ามแม่น้ำเนรัญชรา แล้วจะข้ามแม่น้ำใหญ่ได้อย่างไร ?

แม่น้ำเนรัญชราแห้งในฤดูร้อน มองจากฝั่งบ้านนางสุชาดา เห็นเจดีย์พุทธคยา

จากการที่คณะของเราได้ไปเห็นแม่น้ำเนรัญชรา  ซึ่งคณะเราไปถึงแม่น้ำเนรัญชราในวันที่ 7 มีนาคม 2563 แม่น้ำก็แห้งมีแต่ทราย ดังนั้นในช่วงประมาณเดือนพฤกษภาคมที่ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 แม่น้ำเนรัญชราแห่งนี้ต้องแห้งสามารถเดินข้ามไปข้ามมาได้ไม่ยากเลย ดังนั้นในสมัยนั้นการที่พระพุทธเจ้าหรือนางสุชาดาจะเดินข้ามแม่น้ำเนรัญชราจึงเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ได้ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย  ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันแม่น้ำเนรัญชราแห่งนี้ก็คงเป็นแม่น้ำมีสายน้ำไหลเชี่ยวในทุกฤดูฝนของอินเดียประมาณเดือน กรกฎาคม-ตุลาคม และจะแห้งขอดในฤดูแล้งของทุกปี

  

บ้านนางสุชาดา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พุทธคยา

ครั้นถึงวันวิสาขปุณณมีหรือ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 อันเป็นวันครบรอบพระชันษา 35 พรรษาของพระบรมโพธิสัตว์ ซึ่งได้เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ยาวนานถึง 6 ปี ในวันนั้นนางสุชาดามีความประสงค์จะทำพลีกรรมนางจึงได้สั่งให้บ่าวไพร่ช่วยกันจัดแจงหุงข้าว มธุปายาส คือ หุงข้าวด้วยนมโค โดยใช้น้ำนมของแม่วัวนมที่ดูดกินน้ำนมของแม่วัวตัวอื่นเพื่อให้ได้น้ำนมอันบริสุทธิ์ นำมาเคี่ยวจนข้น แล้วนำไปหุงเป็นข้าวมธุปายาส นำใส่ถาดทองคำไปถวายพระโพธิสัตว์ด้วยเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา  ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา ถือเป็น  ภัตตาหารมื้อแรก หรือ การถวายอันสำคัญ ก่อนที่พระบรมโพธิสัตว์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บ้านของนางสุชาดา

เมื่อนางสุชาดาทูลลากลับไปแล้ว พระบรมโพธิสัตว์จึงเสด็จจากร่มนิโครธพฤกษ์  ทรงถือถาดมธุปายาสนั้นเสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมื่อทรงพระวรกายแล้วจึงประทับนั่งริมฝั่งแม่น้ำนั้น บ่ายพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก ทรงปั้นข้าวมธุปายาสเป็นปั้น ๆ ได้ 49 ปั้น แล้วเสวยจนหมดจากนั้นได้ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า “ถ้าจะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขอให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำ หากไม่สำเร็จสมประสงค์ ขอให้ถาดลอยไปตามกระแสน้ำ” ในพระพุทธประวัติกล่าวว่า ถาดนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป จนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง จึงจมลงสู่นาคพิภพ

บ้านนางสุชาดา มหาอุบาสิกา
ครั้นเมื่อนางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาสกับพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้เดินทางกลับพาราณสี และคืนนั้นเองที่พระสมธโคดมได้สำเร็จบรรลุสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้เสวยวิมุติสุขอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงเสด็จไปโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพารณสี ในอีก 2 เดือนต่อมาซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ซึ่งแน่นอนว่าเวลานั้นนางสุชาดาได้มาถึงพาราณสีก่อนหลายวันแล้ว 

ไปชม บ้านของนางสุชาดา มหาอุบาสิกาคนแรกของพระพุทธศาสนา

ในวันเพ็ญเดือน 8 หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 2 เดือน พระพุทธองค์ได้ทรงปฐมเทศนาโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์และพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมขอบวชเป็นพระภิกษุองค์แรกของโลก และเหล่าปัญจวัคคีย์ที่เหลือก็ได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ต่อมาในเวลาไม่นานขณะที่พระพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่กับเหล่าพระปัญจวัคคีย์ วันหนึ่งนายยสะ หรือยสกุลบุตร บุตรของนางสุชาดากับเศรษฐีใหญ่แห่งเมืองพาราณสีซึ่งเกิดเบื่อหน่ายทางบ้านได้หลบหนีจากบ้านและเดินบ่นเข้ามาในป่าอิสิปตรมฤคทายวันว่า  "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" จนพระพุทธเจ้าได้ยินและได้แสดงธรรมโปรดนายยสะ จนนายยสะได้ดวงตาเห็นธรรมขอบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาและต่อมาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และพระยสะถือเป็นพระอัครสาวกเป็นกำลังสำคัญมากในการช่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงแรก

ภูเขาไกลๆ มองเห็นจากบ้านนางสุชาดา

ในเวลาใกล้เคียงกันกับขณะนั้นเศรษฐีบิดาของพระยสะได้เข้ามาตามหาลูกที่หายไปแต่ได้พบกับพระพุทธเจ้าก่อน เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า บิดาของพระยสะก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน  ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าไปเสวยที่เรือน พอพระพุทธเจ้าเสวยเสร็จก็แสดงธรรม มารดาพระยสะคือนางสุชาดา และภรรยาเก่าของพระยสะ ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วย  พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "นางสุชาดาเป็นอุบาสิกาผู้เลิศในการถึงสรณะ เป็นผู้อุบาสิกาที่ถึงสรณะก่อนใครครับ" 

แล้วก็เกิดนึกถึงคำถามที่เคยคาใจว่า ทำไมนางสุชาดาถึงปล่อยเวลามาเนิ่นนานพึ่งมาแก้บนตอนนี้ ทั้งที่ควรจะแก้บนตั้งแต่พระยสะเกิดเป็นทารกใหม่ๆ เพราะสำเร็จสมปราถนาทั้งได้แต่งงานกับผู้มีศักดิ์เสมอกัน และให้กำเนิดบุตรชายคือพระยสะ ข้อนี้ได้ความชัดเจนจากหลังฐานหลายๆ อย่าง ยืนยันว่านางสุชาดาไปทำพลีกรรมที่บ้านเกิดทุกปีตั้งแต่ให้กำเนิดพระยสะ ไม่ใช่เพิ่งมาทำการพลีกรรมหรือแก้บนในปีที่เจอกับพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก

นี่คือประวัติพอสังเขปที่เรียบเรียงได้จากการเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย ทำให้ได้รู้และได้เห็นข้อเท็จจริงในพุทธประวัติบางตอนที่น่าสงสัยอย่างทะลุปรุโปร่ง ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาลช่วงเวลานั้นได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งที่ได้เดินทางไปทัวร์สังเวชนียสถานครั้งนี้ สาธุ

บทความต่อไป นำชมบ้านของโสตถิยะพราหมณ์ ผู้ถวายหญ้ารองนั่งแก่พระพุทธเจ้าในวันก่อนตรัสรู้

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ