วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เดินทางสู่พุทธคยา

ชิมอาหารอินเดีย ระหว่างไปพุทธคยา

 วันนี้เป็นวันที่ 2 จากจำนวนทั้งหมด 8 วันของการเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียและประเทศเนปาล เมื่อวานเราได้ไปธัมเมกขสถูปและไปล่องเรือชมแม่น้ำคงคาแล้วไปนอนพักกันที่วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนาซึ่งได้รับความสะดวกสบายมากๆ  สามารถย้อนกลับไปอ่านรายละเอียดได้ในบทความก่อนหน้านี้

อาหารเช้าที่วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา

วันนี้คณะตื่นกันประมาณ ตีสี่ถึงตีห้าของเวลาอินเดีย ที่ช้ากว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง อากาศในอินเดียแถบพาราณสี ช่วงต้นเดือนมีนาคม ยังคงเป็นปลายฤดูหนาวอากาศเย็นทุกคนจึงนอนกันสบายมาก ตื่นเช้าวันนี้นัดกันไว้ว่าเราจะแต่งชุดขาวด้วยกัน เพราะช่วงบ่ายวันนี้เราจะเดินทางไปพุทธคยาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา จึงอยากแต่งกายให้สะอาดและทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว สมกับที่เราได้มีวาสนามาถึงสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

ข้าวต้มมื้อเช้า ที่วัดไทยพาราณสี

ต้องชื่นชมว่าอาหารที่วัดไทยพาราณสี แม้จะเป็นอาหารง่ายๆ แต่รสชาติอร่อยถูกปากมาก ที่กล้ายืนยันเพราะเมื่อวานคณะของเรากินอาหารที่วัดนี้ทั้งมื้อเที่ยง เย็น และดึก มาวันนี้ก็ต่อด้วยมื้อเช้า รวม 4 มื้อ อร่อยทุกมื้ออาหารไม่ซ้ำกันเลย อาหารที่วัดไทยพาราณสีเป็นเมนูอาหารไทยแท้ปรุงโดยแม่ครัวคนไทย วัตถุดิบเครื่องปรุงหลายอย่างก็นำไปจากเมืองไทย รสชาติจึงไม่แตกต่างกับการกินอาหารที่เมืองไทย เรียกว่าคณะของเราโดยเฉพาะคนที่ค่อนข้างกินอาหารต่างถิ่นยากและไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศแบบอาหารอินเดียจึงยังไม่เดือดร้อนเรื่องอาหาร แต่ไม่ใช่ว่าในทริปนี้จะไม่ได้กินอาหารอินเดีย เพราะไปบ้านเขาเมืองเขาทั้งทีก็ต้องลองกันหน่อย

อาหารกลางวันแบบอินเดีย ระหว่างทางไปพุทธคยา

หลายคนคงเคยฟังเรื่องเล่า ว่าการเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียค่อนข้างลำบาก ต้องนั่งรถไกลมากกว่าจะไปถึงแต่ละที่ ถนนก็ไม่ค่อยดี ห้องน้ำก็ลำบาก บางทีต้องถ่ายทุกข์กันข้างถนน ต้องบอกว่าจริงครับ แต่เป็นความจริงทั้งหมดของเมื่อก่อน  ปัจจุบันการเดินทางแทบจะเรียกว่าสะดวกและสบายมาก ระยะทางยังคงไกลเท่าเดิมแต่ต้องคิดว่าเรานั่งรถสบายๆ แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงดำเนินด้วยพระบาทเส้นทางก็เป็นป่ากันดาร ลำบากกว่าเราหลายพันหลายหมื่นเท่า เรื่องถนนหนทางตลอดเส้นที่เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถานสะดวกขึ้นมากด้วยทางราชการของอินเดียทำถนนลาดยางอย่างดี วิ่งรถกันสะดวกสบาย  แต่น่าสังเกตุคือบริเวณชุมชนที่มีคนพลุกพล่านถนนกลับเป็นลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อ ไกด์เล่าว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะชาวบ้านไม่ต้องการให้รถวิ่งเร็วในเขตชุมชน เนื่องจากมีทั้งเด็กคนแก่และคนเดินถนนเยอะมาก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุดังนั้นไม่ว่าทางการจะทำถนนกี่ครั้งไม่นานก็จะถูกทำให้ถนนเป็นหลุมเหมือนเดิม (อันนี้ไกด์อินเดียเล่ามานะครับ ไม่ยืนยันข้อมูล) 

แวะเข้าห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน ซึ่งหาค่อนข้างยากในเส้นทางที่รถผ่าน

ส่วนห้องน้ำส่วนใหญ่ก็พอจะแวะเข้าปั๊มน้ำมันได้แม้จะอยู่ห่างกันค่อนข้างไกลกว่าจะได้เจอปั๊มน้ำมันที่มีห้องน้ำก็พอทนได้ แต่ตลอดทริป 8 วัน ก็มี 1 ครั้งที่เราได้ลองประสบการณ์เข้าห้องน้ำแบบอินเดีย ก็ไม่ได้ลำบากยากอะไร  เพราะคนขับรถนำเที่ยวรู้ใจคนไทยต้องการอะไรแบบไหน

ร้านอาหารกลางวัน ระหว่างเส้นทางไปพุทธคยา

จากสารนาถเราออกจากวัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนาถึงพุทธคยา มีระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร รถต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่า 6 ชั่วโมง ตามแผนแล้วแม้ว่าเราจะออกจากสารนาถตั้งแต่เช้าตรู่ ยังไงเราก็ต้องแวะพักกินอาหารกลางวันระหว่างทางกันก่อน เลือกได้ร้านอาหารข้างทางดูใหญ่โตที่สุด มีคนเข้าไปนั่งกินกันพลุกพล่าน สังเกตหน้าตาของลูกค้าส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นคณะคนไทยกว่าครึ่ง  ที่เหลือก็นานาชาติที่สันนิษฐานว่าส่วนใหญ่จะไปพุทธคยาเหมือนเรา เพราะช่วงเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของการเปิดให้ไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน เนื่องจากตั้งแต่เดือนเมษายนไปแล้วอากาศในอินเดียจะเข้าสู่ฤดูร้อนซึ่งร้อนมาก ร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียสและอาจจะมากกว่าอีกหลายองศาด้วย จึงไม่เหมาะในการเดินทางไปแสวงบุญ 

จัย และ จาปาตี

และแล้วมื้อเที่ยงวันนี้เราก็ได้ลองกินอาหารอินเดียเป็นมื้อแรก เพิ่งได้รู้อีกว่าคนอินเดียส่วนใหญ่กินมังสวิรัติไม่ทานเนื้อสัตว์ยกเว้นไข่กับนม เมนูเที่ยงนี้ได้กิน จาปาตี กินคู่กับซุปแกงถั่วซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเรียกอะไร แต่คงมาเฉลยให้รู้ในบทความต่อๆ ไป เพราะยังอยู่อินเดียอีกหลายวัน กินเสร็จได้ซด จัย หรือชาร้อนแบบอินเดีย ก็อร่อยแบบแปลกๆ ดี

 จาปาตี และซุปแกงถั่ว กับจัย ร้อนๆ อาหารเที่ยงของเราในวันนี้

จาปาตี หรือ Japati หรือ Chapatti  รูปร่างคล้ายโรตีแต่ไม่ใช่โรตีแบบบ้านเรา ซึ่งผมเดาเอาว่าไทยอาจจะเอาสูตรจาปาตีของอินเดียมาดัดแปลงจนเป็นสูตรที่ถูกปากคนไทยที่  จาปาตีเป็นแป้งที่ไม่ใส่ยีสต์แล้วนำมาจี่หรือย่างบนกระทะแบนๆ โดยไม่ใช้น้ำมัน กินกับซุปแกงถั่ว ถ้าจะให้อร่อยต้องกินตอนร้อนๆ  แรกกิน ก็รู้สึกรสชาติแปลกๆ กับรสชาติ แต่พอกินเข้าไปหลายๆ คำ ผมกลับรู้สึกว่าอร่อยดี และผมคิดว่าผมกินชอบจาปาตีนะ เพราะปกติผมกินโรตีก็ไม่ใส่แป้งไม่ใส่นม มันก็คล้ายๆ กัน แต่จาปาตีเขาจี่บนกระทะร้อนๆ ไม่มีน้ำมันหรือเนยช่วยทอด ถ้าเรากินจาปาตีเปล่าๆ จะรู้สึกแห้งๆ ฝืดคอนิดหนึ่ง แต่ถ้ากินกับแกงถั่วก็รู้สึกเข้ากันดี คนอื่นที่มาด้วยกันจะรู้สึกอย่างไรผมไม่กล้าถาม แต่ผมว่าสำหรับผมก็ OK นะ

จาปาตี และชาอินเดีย

 จัย หรือชาร้อนแบบอินเดีย เสริฟมาแบบร้อนมากๆ ถ้าเผลอรีบซดเข้าไปอาจลวกตั้งแต่คอถึงลำไส้ได้เลย จัยหรือชาอินเดียทั้งหวานทั้งมันและเข้มข้นมาก ไกด์บอกว่า คนอินเดียชอบดื่มจัยมาก จัยของคนอินเดียมีหลายสูตรแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ  ไกด์เล่าให้ฟังอีกว่าคนอินเดียแทบทุกคนที่โตแล้วชอบดื่มจัยมาก จัยเปรียบประมาณเครื่องดื่มชูกำลังที่ขายดีบ้านเราเลย  คือกินแล้วทั้งให้พลังงานและให้ความสดชื่น แต่ผมรู้สึกว่ามันหวานและมันมากไปหน่อยสำหรับผม  สำหรับอาหารมื้อนี้ ผมสังเกตดูอาหารบนโต๊ะทั้งของคณะเราและของคณะคนอื่นส่วนใหญ่ก็กินหมดไม่เหลือ แสดงว่าอาหารอินเดียมื้อนี้ถ้าไม่อร่อยก็คงกำลังหิวมาก ตอนนี้อิ่มแล้วก็ขอเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย เดี๋ยวเราต้องนั่งรถกันอีกพอสมควร สถานีถัดไปคือบ้านของนางสุชาดามหาอุบาสิกา ผู้ที่ถวายเข้ามธุปายาสแก่พระบรมโพธิสัตว์ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันรุ่งขึ้น

บทความต่อไป ไปเยือนบ้านนางสุชาดา มหาอุบาสิกาคนแรกของโลก

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ล่องคงคา ชมพิธีมหาอารตีบูชาเทพเจ้า

วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา อินเดีย
 
ขณะนี้เราก็ยังอยู่ในช่วงของวันที่ 1 ของการเดินทางไปแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียและเนปาล ซึ่งได้เล่าไปแล้ว 2 ตอน คือ ภาคเช้า ขั้นตอนการเดินทางสู่อินเดีย และภาคบ่ายไปสักการะธัมเมกขสถูป  สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ และท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมขอบวชในพุทธศาศนาเป็นพระสงฆ์รูปแรกของโลก ตามที่ได้เล่าไปแล้ว คณะของเราออกจากธัมเมกขสถูปใกล้เวลา 17.30 น. จึงเดินทางกลับไปที่วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนาเพื่อทานอาหารเย็น และเตรียมตัวไปล่องเรือชมแม่น้ำคงคายามราตรีกัน

ลงเรือนำเที่ยว ล่องแม่น้ำคงคา

ครั้นถึงเวลาประมาณ 18.30 น. รถก็มารับคณะของเราไปที่ท่าเรือซึ่งก็ไม่ไกลจากวัดไทยพาราณสีฯ ที่เราพักมากนัก เพื่อลงเรือนำเที่ยวที่ได้ติดต่อไว้แล้ว  เป็นเรือไม้ลำใหญ่จุได้ 20 คนสบายๆ แต่เมื่อคณะของเรามากันเพียง 10 คนจึงมีที่ว่างเหลือเฟือ เมื่อลงเรือกันเรียบร้อยแล้ว เรือก็เริ่มพาล่องท่องแม่น้ำคงคา ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่และยาวเป็นอันดับ 3 ของโลก หล่อเลี้ยงชีวิตให้คนไม่น้อยกว่า 11% ของประชากรบนโลก  ชาวอินเดียโดยเฉพาะผู้นับถือศาสนาฮินดูซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เชื่อว่าคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถล้างบาปได้ โดยเฉพาะแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสีนั้นศักดิ์สิทธิ์ที่สุด แม้ปัจจุบันแม่น้ำคงคาไม่ได้ใสและสะอาดเฉกเช่นแต่ก่อนแต่เราก็ยังเห็นคนอินเดียจำนวนมากมาอาบน้ำที่นี้ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น ทุกวัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังดื่มน้ำจากแม่น้ำคงคา ด้วยความศรัทธาที่หยั่งลึกในวัฒนธรรมฮินดูมายาวนานกว่า 4,000 ปี


ระหว่างที่นั่งเรือไปเรื่อยๆ  ก็ได้เห็น ท่าน้ำชื่อ มณีกรรณิการ์ฆาต ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้วหลายพันปีจนถึงปัจจุบัน ชาวฮินดูจำนวนมากก็ยังตั้งใจมาตายและให้เผาศพตนเองเพื่อทิ้งเถ้ากระดูกลงแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสีแห่งนี้  ด้วยเชื่อว่าแม่น้ำคงคาเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ การลอยเถ้ากระดูกลงแม่น้ำคงคาจึงถูกเชื่อว่าจะทำให้ผู้ตายได้กลับสู่สวรรค์ หรือแม้แต่คนยากจนไม่มีเงินเผาศพก็เชื่อว่าการโยนศพลงแม่น้ำคงคา ก็จะทำให้ผู้ตายได้คืนสู่สวรรค์เช่นกัน  

ท่าน้ำมณีกรรณิการ์ฆาต ท่าน้ำที่กองไฟไม่เคยมอดดับติดต่อกันมานานกว่า 4,000 ปี

โดยเฉพาะ ท่าน้ำมณีกรรณิการ์ฆาตแห่งนี้ เชื่อว่าเป็นท่าน้ำของพระศิวะ หากนำศพมาเผาและเอากระดูกเถ้าถ่านโปรยลงไปที่ท่าน้ำนี้ ผู้ตายจะได้ไปสวรรค์ทันที กล่าวกันว่าท่าน้ำแห่งนี้กองไฟในการเผาศพคงลุกไหม้ไม่เคยดับตลอดเวลา 24 ชั่วโมงมายาวนานกว่าสี่พันปีแล้ว   จึงได้รับสมญาว่า “นครแห่งแสงไฟ”  ทำให้เมืองพาราณาสีถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เมืองแห่งความตาย” 

ไม่ว่าจะเป็นใครตั้งแต่ ขอทาน จนถึงพราหมณ์ผู้คงแก่เรียนผู้เป็นที่เคารพบูชาของคนทุกวรรณะ หรือพระราชามหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มหาเศรษฐี คหบดีผู้มีเงินทอง ก็จะมาใช้ริมท่าน้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ฌาปนสถานเช่นเดียวกัน ประมาณว่าในแต่ละปีที่ท่าน้ำนี้มีการเผาศพไม่น้อยกว่า 35,000 ศพ หรือเฉลี่ยวันละร่วม 100 ศพเลยทีเดียว

ทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำคงคา ด้านที่ได้ชื่อว่า ฝั่งสวรรค์

บริเวณใกล้ๆ ท่าน้ำมณีกรรณิการ์ฆาต จะมีโรงแรมรอตาย ที่สร้างไว้เพื่อคนที่รอความตายมาพัก ชาวฮินดูเชื่อว่าความตายเป็นการทิ้งสังขารเก่าที่ผุพังเป็นเรื่องธรรมดาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวันและกับทุกคน การตายจึงเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ของคนอินเดีย โดยแม่น้ำคงคาตลอดแนวที่เรานั่งเรือผ่านจะแบ่งฝั่งแม่น้ำเป็น 2 ด้านคือฝั่งสวรรค์ด้านที่มีคนอยู่หนาแน่น กับฝั่งนรกซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่าเห็นได้ชัดเจน


ฝูงชนที่มาร่วมพิธีมหาอารตี บูชาไฟถวายเทพเจ้า บริเวณฝั่งสวรรค์ที่ ท่าน้ำทศาศวเมธ

น่าเสียดายที่เรามาช่วงกลางคืน ทั้งที่มองเห็นด้วยตาแต่ไม่สามารถถ่ายรูปฝั่งนรกให้ชัดได้ เนื่องด้วยแม่น้ำคงคากว้างมากและริมฝั่งนรกก็อยู่ไกลจากเรือที่วิ่ง  สันนิษฐานว่าฝั่งนรกของแม่น้ำคงคา  น่าจะรับทิศทางของกระแสน้ำที่พัดพาเศษเถ้าและกระดูกที่เผาไหม้ไม่หมด รวมถึงซากศพที่ถูกทิ้งลงในแม่น้ำคงคาไปเกยหาดฝั่งนี้ จึงไม่มีผู้คนหรือแม้แต่สิ่งปลูกสร้างใดๆ มาอยู่ด้านฝั่งนรกเลย เสียดายที่เรามาชมได้เฉพาะกลางคืน เนื่องจากช่วงเช้าเราต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางต่อ เลยไม่ได้ดูคนอินเดียอาบน้ำในแม่น้ำคงคากับชมบรรยากาศของฝั่งนรกชัดๆ

ท่าน้ำทศาศวเมธ กับพิธีมหาอารตี

เมื่อนั่งเรือต่อมาอีกเล็กน้อย เราก็จะมาถึง  ท่าน้ำทศาศวเมธ ที่นี่ทุกค่ำคืนจะมีพิธีบูชาไฟอย่างยิ่งใหญ่ เรียกว่า พิธีมหาอารตี มีการบูชาเทพเจ้าทั้งหลาย ด้วยข้าวตอกดอกไม้และการบูชาด้วยไฟ  ก็มีผู้คนมากมายมหาศาลมาร่วมพิธีทุกคืน ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจ แม้ฟังไม่รู้เรื่องก็สามารถรับรู้ถึงพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของคนอินเดียได้ไม่ยาก คณะของเราก็นั่งชมพิธีอยู่ซักครู่ใหญ่ๆ ก็เดินทางกลับ

เรือนำเที่ยว จอดให้คณะได้ลอยโคมไฟบูชาแม่คงคากลางแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิื

เมื่อเรือนำคณะออกมาจากท่าน้ำทศาศวเมธจนพ้นเขตที่มีคนหนาแน่น เรือก็ได้จอดลอยลำให้คณะได้จุดโคมไฟอธิษฐานบูชาแม่พระคงคากลางแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่แปลกที่คนไทยเรารู้จักแม่คงคาและได้ทำพิธีลอยกระทงเพื่อขอขมาแม่พระคงคาในการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไปในน้ำ ก็คงมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียที่นี้นี่เอง เพราะฟังมาได้ว่าคนอินเดียบูชาพระแม่คงคามานานกว่า 4,000 ปีแล้ว ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีแผ่นดินที่ชื่อว่าไทยของคนไทยเลย

คณะที่ร่วมเดินทางในทริปนี้

ขากลับเรือก็พาย้อนกลับมาทางเส้นทางเดิม ผ่านท่าน้ำมณีกรรณิการ์ฆาต สู่ท่าเรือที่ลงเรือตอนแรก ขึ้นมาถึงท่าเรือเจอเด็กอินเดียหลายสิบคนกำลังจับกลุ่มทำกิจกรรมไม่แน่ใจว่ากำลังออกกำลังกายหรือเล่นโยคะ ดูแล้วก็น่าสนใจดี จากนั้นรถก็นำกลับสู่วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา ถึงวัดประมาณ 4 ทุ่มเศษ  หลวงพ่อด็อกเตอร์จรัญท่านก็มีเมตตาเกรงว่าคณะจะหิว  ก็เลยให้แม่ครัวทำข้าวต้มมื้อดึกเลี้ยงอีกหนึ่งมื้อ วันนี้เหนื่อยกันทั้งวัน กินรองท้องมื้อดึกอิ่มๆ จะได้หลับสบาย พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดประมาณตีสี่เพื่อเตรียมเดินทางไปตามโปรแกรมวันที่ 2 จึงต้องรีบพักผ่อนเอาแรงไว้ก่อน

อาหารมื้อดึกก่อนนอนที่วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา

ห้องพักของวัดไทยพารณสีพุทธวิปัสสนา ที่ใช้รับรองคณะเดินทางผู้มาแสวงบุญชาวไทยมีจำนวนหลายสิบห้อง สามารถรับคณะใหญ่ๆ ได้สบาย  ในห้องพักก็กว้างขวางสะดวกสบายมากทีเดียว มีเครื่องปรับอากาศด้วย แต่อากาศที่พาราณสีช่วงที่เรามาเป็นช่วงปลายฤดูหนาวอากาศก็เย็น  ถึงไม่เปิดแอร์ก็นอนหลับได้สบาย ห้องพักส่วนใหญ่จัดให้พักห้องละ 4 ท่าน แต่คณะของเรามากันน้อย เลยพักห้องละ 2 คน  

มีข้อแนะนำสำหรับคนที่จะไปเที่ยวอินเดียคือ ระบบไฟฟ้าของอินเดียใช้ไฟฟ้า 220 โวลท์เหมือนบ้านเราจึงสามารถใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าของเราที่พกติดตัวมาได้  แต่ปลั๊กเสียบของอินเดียแตกต่างกับเรา รูเสียบและขนาดของปลั๊กไม่เท่ากัน ดังนั้นเราต้องเตรียมหัวแปลงไฟที่ใช้กับปลั๊กไฟของอินเดียมาด้วยจะได้ใช้ชาร์จโทรศัพท์ กล้องถ่ายรูปหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำติดตัวไปได้ ผมมีหัวแปลงไฟที่ใช้ได้กับปลั๊กเสียบทั่วโลกมาด้วย ซื้อมาราคาน่าจะประมาณ 100 กว่าบาทจำราคาไม่ได้แล้วเพราะซื้อมานาน  เลยไม่เดือดร้อนเรื่องการใช้ไฟฟ้าของอินเดียแต่อย่างใด ส่วนคณะที่ร่วมเดินทางที่มาด้วยก็ได้จัดหาหัวแปลงปลั๊กไฟให้คู่บัดดี้ห้องพักละ 1 อัน จะได้ใช้ชารจ์โทรศัพท์ได้ระหว่างทัวร์อินเดีย

ห้องพักของวัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา

หมายเหตุ คณะทัวร์ผู้แสวงบุญ สามารถล่องเรือชมแม่น้ำคงคาได้ มีเรือให้บริการพาไปชมการเผาศพในระยะห่างจะไม่เห็นภาพที่น่ากลัวแต่อย่างใด  เราจะได้เห็นถึงความศรัทธาของคนอินเดียในอีกรูปแบบของวัฒนธรรมความเชื่อที่แตกต่างออกไป รวมถึงได้ชมพิธีบูชาเทพที่ยิ่งใหญ่ ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจยิ่งอย่างหนึ่งที่ทริปแสวงบุญ หรือไปประเทศอินเดียไม่ควรพลาดชม

แล้วมาติดตามการเดินทางวันถัดไปกันต่อนะครับ ที่ www.rkatour.com

สำหรับคืนนี้ นอนหลับฝันดีด้วยกันทุกท่านครับผม

บทความต่อไป เดินทางสู่พุทธคยา

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา


จากช่วงเช้าที่ได้เล่าไปว่าเราได้ไปถึงอินเดียและเดินทางมาถึง ธัมเมกขสถูป ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา อันเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลโดยตรง

ธัมเมกขสถูป เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย

ธัมเมกขสถูป สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราช  สมัยนั้นคือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เหล่าฤาษีและนักบวชอาศัยเป็นที่บำเบ็ญตบะบารมี เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญด้วยเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจาก ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งได้ออกบวชและบำเพ็ญทุกขกิริยาอย่างยิ่งยวดเป็นเวลานานถึง 6 ปี บริเวณใกล้แม่น้ำเนรัญชรา โดยมีเหล่าปัญจวัคีย์ ติดตามรับใช้ใกล้ชิดเพราะคาดหวังว่าจะได้เรียนรู้หลักธรรมขั้นสูงสุดที่เจ้าชายสิทธัตถะในขณะนั้นจะเป็นผู้ค้นพบ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเห็นว่าการบำเพ็ญทุกขกิริยาไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้น จึงได้ละการนั้นเสีย เป็นเหตุให้เหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ชวนกันหนีมาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนี้

รองรอยความเจริญขีดสุด ของพระพุทธศาสนาในป่าอิสปตนมฤคทายวัน

ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 6 เป็นเวลา 45 ปีก่อนพุทธกาล เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ หลังจากที่พระองค์พิจารณาแล้วว่าหลักธรรมที่พระองค์ค้นพบเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ แต่ด้วยความเมตตาของพระองค์ที่เล็งเห็นได้ถึงปัญญาของคนที่เปรียบกับบัวสี่เหล่า จึงดำริที่จะสอนสิ่งที่พระองค์ค้นพบเพื่อให้คนได้พ้นวัฏสงสารอันเป็นทุกข์ เข้าสู่การหลุดพ้นที่แท้จริง พระองค์จึงเดินทางมาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนี้เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่เคยรับใช้พระองค์

สถานที่ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าเคยประทับและประกาศสอนหลักธรรม ณ ที่แห่งนี้

ณ วันเพ็ญ เดือน 8 นับก่อนพุทธศักราช 45 ปี  พระพุทธองค์ได้มาเจอกับเหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง 5  ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ  และได้เล่าถึงความจริงที่พระองค์ค้นพบ รวมทั้งได้แสดงปฐมเทศนาชื่อว่า "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากการปฐมเทศนาจบลง  อัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา  วัปปะ  ภัททิยะ  มหานามะ และ อัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ 

ธัมเมกขสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์

ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นในวันนั้น จึงถือได้ว่า ณ ที่แห่งนี้ เป็นหนึ่งในที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เพราะเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกหลังจากบรรลุอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้า และเป็นที่ที่กำเนิดภิกษุรูปแรกของโลก 

ยะสะเจดีย์สถาน สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดนายยสะ

หลังจากเหล่าปัญจวัคคีย์ได้ขออุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ยังคงประทับอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวันอีกระยะหนึ่ง มีนายยสะบุตรเศรษฐีชาวพาราณสีได้หนีออกมาจากบ้านเพราะเบื่อหน่ายชีวิต พร้อมบ่นมาตลอดทางว่า"ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่ขัดข้องหนอ" จนกระทั่งพระพุทธเจ้าได้ยินจึงตรัสออกไปว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่ไม่ขัดข้อง มานี่สิ เราจะแสดงธรรมให้ฟัง" พระองค์ทรงแสดงขั้นตอนของการบำเพ็ญความดี เช่น ทาน ศีล เป็นต้น ให้ฟัง แล้วต่อด้วยอริยสัจ 4 ซึ่งเมื่อจบพระธรรมเทศนา นายยสะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้ขอบวชเป็นพระภิกษุ ต่อมาเพื่อนของพระยสะได้ตามมาขอบวชด้วยอีก 54 คน เมื่อรวมกับพระปัญจวัคคีย์ทั้งห้าทำให้ขณะนั้นมีพระสงฆ์รวม 60 รูป ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ส่งเหล่าพระสาวกดังกล่าวไปเผยแผ่พุทธศาสนายังเมืองต่างๆเป็นชุดแรก

ห้องนิทรรศการ ความเป็นมาของ ธัมเมกขสถูป

ในการมาถึงธัมเมกขสถูปครั้งนี้ หลังจากฟังดร.นพดล ขวัญชนะภักดี เล่าเรื่องราวความเป็นมาและนำชมสถานที่แห่งนี้ซึ่งกว้างขวางมากๆ  รวมถึงได้ไปดูสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ และหลวงพ่อด็อกเตอร์พระปลัดจรัญเจ้าอาวาสวัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา ได้นำสวดมนต์และเดินเวียนรอบธัมเมกขสถูปจำนวน 3 รอบ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัย เฉพาะที่เล่าเพิ่งมาถึงเพียงสถานที่แรกในการมาเยือนอินเดียเพื่อตามรอยพระพุทธองค์ ได้เห็นร่องรอยและรับฟังเรื่องราว รวมทั้งรับรู้ถึงความมีอยู่จริงทั้งของพระพุทธเจ้า และสถานที่จริงที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็รู้สึกปิติและเป็นสุขใจเกินจะบรรยายได้ทั้งหมด ใครที่มีความสามารถคงต้องหาโอกาสเดินทางมาให้ถึงสถานที่จริงซักครั้งหนึ่งในชีวิตเชื่อว่าจะได้ทั้งบุญและกุศลอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

ด้วยเนื้อหาสาระค่อนข้างยาว ภาระกิจช่วงค่ำที่ไปล่องเรือชมแม่น้ำคงคายามราตรี คงต้องยกยอดไปบทความหน้านะครับ

บทความต่อไป ล่องเรือชมแม่น้ำคงคาตอนกลางคืน ไปดูพิธีบูชาไฟมหาอารตี

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดตารางการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

www.rkatour.com

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เช็คอิน ประเทศอินเดีย


เมื่อถึงกำหนดการเดินทางเพิ่อไปแสวงบุญสักการะ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุุทธเจ้า ทริปนี้ใช้เวลา 8 วัน กำหนดเดินทางตั้งแต่วันที่ 6-13 มีนาคม 2563 เมื่อถึงกำหนดนัด วันที่ 6 มีนาคม นัดเจอกับคณะทั้งหมด รวม 10 คน ที่สนามบินดอนเมืองเวลา 07.00 น. โดยใช้บริการของสายการบินแอร์เอเซีย หลังจากผ่านพิธีกรรมขั้นตอนต่างๆ รวมทั้ง ตม.  จนเข้าไปใน Gate ของสนามบิน ครั้นเวลา 09.00 น. เครื่องบินก็นำเราเดินทางสู่สนามบินพาราณสี ประเทศอินเดีย 

ถึงสนามบินพาราณสี  

ใช้เวลาเดินทางอยู่บนเครื่องบิน 3.30 ชั่วโมง เราก็ไปถึงสนามบินพาราณสี คนท้องถิ่นเรียก Varanasi  ชื่อเป็นทางการคือ   Lal Bahadur Shastri International Airport  เป็นสนามบินนานาชาติ ตั้งอยู่ที่  เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ   เราไปถึงสนามบินพาราณสีเวลา 10.30 น.  ทั้งนี้เพราะประเทศอินเดียเวลาจะช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง จึงต้องปรับนาฬิกาของแต่ละคนตามเวลาท้องถิ่น ไม่อย่างนั้นจะยุ่งยากเรื่องเวลานัดหมายกับไกด์ท้องถิ่นเวลานำเที่ยวในแต่ละวัน

ออกจากสนามบินพารณสี มีรถนำเที่ยวมารอรับอยู่แล้ว

ถึงสนามบินพาราณสี คนที่เคยไปเที่ยวต่างประเทศ  จะรู้ว่าเราไม่สามารถเดินออกจาก Gate ไปรับสัมภาระได้เลยเหมือนเดินทางในประเทศ เพราะเราต้องไปผ่านด่านตม.ของประเทศอินเดีย กรอกเอกสารสำแดงตนและระบุที่พักอ้างอิงในอินเดีย รวมทั้งกรอกประวัติสุขภาพด้วย ซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างล้วนเป็นภาษาอังกฤษ และเนื่องจากเจ้าหน้าที่ด่านตม.มีน้อย คนรอคิวยื่นเอกสารมีเยอะ การสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงการกรอกเอกสารจึงทำได้ค่อนข้างยากต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้าเดินทางกับคณะทัวร์หรือมีพี่เลี้ยงนำเดินทาง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้มีประสบการณ์ดีอยู่แล้ว ไกด์หรือหัวหน้าคณะทัวร์ที่พาไปจึงสามารถช่วยกรอกเอกสารให้ได้เพียงแต่รอเวลานิดหนึ่งเพราะคณะส่วนใหญ่เดินทางกันไปหลายคน กลุ่มของเราทั้ง 10 คน ยกเว้นผู้นำเที่ยวต่างไม่เคยมาอินเดียจึงต้องอาศัยผู้นำคณะช่วยกรอกให้เป็นส่วนใหญ่ จึงได้ออกจาก Gate ของสนามบินเป็นคณะสุดท้าย 

รถมินิบัสนำเที่ยวตลอดโปรแกรมการเดินทางครั้งนี้

เราเสร็จจากขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 11.30 น. จากนั้นก็ออกไปรับกระเป๋าที่สายพานลำเลียงแล้วออกไปที่ลานจอดรถหน้าสนามบินพาราณสี  รถทัวร์นำเที่ยวที่นัดไว้ก็มารอรับอยู่แล้ว เป็นรถ 20 ที่นั่ง มากัน 10 คน จึงเดินทางกันได้สบายๆ นั่งกันหลวมๆ เพราะทริปนี้เราต้องอยู่บนรถกันเกินพันกิโลเมตรแน่นอน  โดยมีอาจารย์ด็อกเตอร์นพดล ขวัญชนะภักดี เป็นผู้บรรยายข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่เราเดินทางไปตลอดทั้ง 8 วัน  ดร.นพดลท่านเคยไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่อินเดียหลายปี ทั้งเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกด้านพุทธศาสนาที่นั่น จึงนับได้ว่าท่านมีประสบการณ์และความรู้ในสถานที่ที่เราจะเดินทางไปอย่างลึกซึ้ง สามารถอธิบายให้ความรู้และประวัติศาสตร์ของสถานที่ได้อย่างมีประโยชน์ยิ่งในการมาแสวงบุญครั้งนี้ เรียกว่าทริปนี้โชคดีที่ อาจารย์นพดล ด็อกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพุทธศาสนาโดยเฉพาะมาบรรยายเอง จึงได้ทั้งสาระความรู้และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมายกว่าเปิดอ่านใน Google แน่อน

วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา

ออกจากสนามบินพาราณสี รถก็พามุ่งหน้าสู่วัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนา อยู่ที่ตำบลสารนาถ  เมืองพาราณสี มีหลวงพ่อด็อกเตอร์จรัญเป็นเจ้าอาวาสดูแลอยู่ ซึ่งท่านเป็นพระสงฆ์ไทยรุ่นแรกๆ ที่มาสร้างวัดอยู่ที่อินเดีย  วัดไทยพาราณสีแห่งนี้มีวัตถุประสงค์บริการที่พักหลับนอนรวมทั้งอาหารการกินเพื่อต้อนรับนักเดินทางแสวงบุญทั้งคณะสงฆ์และฆราวาสชาวไทยโดยเฉพาะอยู่แล้ว คณะของเราจึงได้รับความสะดวกสบายอย่างมากที่สุด หลังจากทานมื้อเที่ยงแสนอร่อยแล้ว หลวงพ่อจรัญก็อาสาพาไปสักการะธัมเมกขสถูปด้วยตัวท่านเองเลยทีเดียว ทำให้ยิ่งซาบซึ้งในความกรุณาของท่านยิ่งนัก

ธัมเมกขสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

ช่วงบ่าย คณะของเราก็ไปถึงธัมเมกขสถูป ความจริงก็อยู่ไม่ไกลจากวัดไทยพาราณสีพุทธวิปัสสนาที่เราพักเลย เดินมาก็ยังได้ ระยะทางไม่น่าจะถึง 1 กิโลเมตร แต่ทางคณะก็นั่งรถไปสบายๆ ไม่ต้องเดิน แต่ก่อนจะเข้าไปในธัมเมกขสถูป ผมขออนุญาตพาแวะออกนอกเส้นทางนิดนึง ตลอดเส้นทางบนฟุตบาทริมถนนก่อนถึงธัมเมกขสถูปมีร้านขายของที่ระลึกเยอะมาก ที่น่าสนใจก็เป็นงานแกะสลักหินอ่อนเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ และเสาอโศก รวมทั้งขันทำสมาธิของธิเบตที่ทำด้วยทองเหลืองเมื่อเอาไม้ถูวนรอบปากขันก็เกิดเสียงกังวาลที่ผมคิดว่ามันเพราะมากๆ ส่วนใหญ่เขาใช้ร่วมกับการสวดมนต์นัยว่าเสียงที่กังวาลของขันก่อให้เกิดสมาธิดีขึ้น  สินค้าที่ระลึกส่วนใหญ่ที่วางขายราคาไม่แพงแต่การต่อรองราคาจะได้ราคาถูกลงมาก และที่สำคัญเราสามารถใช้เงินไทยซื้อของจากร้านค้าเหล่านี้ได้ด้วย แถมพ่อค้าแม่ค้าก็พอฟังและสื่อสารภาษาไทยนิดๆ หน่อยๆ กับเราได้ด้วย แสดงว่าต้องมีคนไทยมาที่นี่ไม่น้อยเลยทีเดียว

บรรยากาศข้างนอกก่อนเข้าธัมเมกขสถูป

ใกล้ๆ ธัมเมกขสถูปมีสถานที่น่าสนใจเยอะมาก ตั้งแต่สวนที่เป็นป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีสารนาถซึ่งเก็บรวมรวมวัตถุโบราณสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากมาย และยังมีวัดสำคัญๆ  ที่น่าแวะชมอีกได้แก่ วัดไทยสารนาถและวัดเนปาล ซึ่งเราจะกลับมาแวะชมในวันหลังก่อนเดินทางกลับไทย เพราะถ้าไปวันนี้คงไม่ทัน แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปในธัมเมกขสถูป มีเรื่องที่ผมเพิ่งรู้เมื่อได้มาอินเดียว่า...

ธงชาติและธนบัตรของ อินเดีย

ประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่เป็นสถานที่ก่อเกิดของศาสนาและลัทธิความเชื่อมากมาย รวมทั้งศาสนาพุทธก็เริ่มต้นที่ประเทศอินเดีย แต่ศาสนาที่มีมาอย่างยาวนานหลายพันปีและเป็นศาสนาประจำชาติของอินเดีย คือศาสนาพราหมณ์ฮินดู จึงไม่แปลกที่เราจะพบเห็นลักษณะของการเคารพบูชาเทพเจ้ามากมายในอินเดีย แต่ทั้งที่ศาสนาหลักของคนอินเดียคือฮินดู แต่เราก็พบเห็นสัญลักษณ์ ธรรมจักร อันเป็นกงล้อแห่งธรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาอยู่กลางธงชาติอินเดีย มีหัวสิงห์ของเสาอโศก ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างขึ้นเพื่อประกาศให้ทราบถึงสถานที่สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องพระพุทธศาสนา(พระพุทธเจ้า โดยเฉพาะที่สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง) ก็อาจถือได้ว่าประเทศอินเดียก็ยอมรับและให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนามากเช่นกัน

ร้านขายของที่ระลึกเยอะมาก ตลอดแนวถนน ทางเดินไปธัมเมกขสถูป

ด้วยเนื้อหาวันนี้ค่อนข้างยาวมากโดยเฉพาะสาระที่น่าสนใจของธัมเมกขสถูป และตอนกลางคืนเรายังไปล่องเรือท่องคงคายามราตรีชมพิธีมหาอารตีการบูชาไฟถวายแก่เทพเจ้าริมแม่น้ำคงคา ของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดู  ขอยกยอดไปเล่าต่อบทความหน้านะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.triptouragency.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล หลังสถานการณ์โควิด 1- คลี่คลาย คาดว่าจะจัดเดินทางครั้งต่อไปปลายปี 2566 - ต้นปี 2567  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

www.triptouragency.com

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เตรียมตัวไปทัวร์แสวงบุญที่อินเดียและเนปาล

เตรียมพร้อมก่อนเดินทางไปแสวงบุญ ตามรอยพระพุทธเจ้าที่อินเดีย และเนปาล 

ความเป็นมาของการทำทริปเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียและเนปาล เกิดเพราะ ผมคิดว่าเป็นคนของพุทธศาสนา แต่มีโอกาสศึกษาแก่นแท้ของพุทธศาสนาน้อยมาก ในวัยศึกษาเล่าเรียนก็ได้เรียนอย่างผิวเผิน ตอนมีโอกาสได้บวชเป็นภิกษุ 1 พรรษา ก็ได้รู้จักพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย  ถ้าเทียบแล้วความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนมนุษย์ทั้งหลายเท่าความกว้างใหญ่ของจักรวาล ผมเองกลับมีความรู้แค่เพียงฝ่ามือตัวเอง จึงตั้งใจว่าซักวันหนึ่งจะต้องไปเยือนอินเดียซักครั้ง เพื่อดูร่องรอยของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล ไปสักการะ 4 สังเวชนียสถาน สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน เพื่อขออานิสงค์ผลบุญนั้นจะส่งผลให้ได้เข้าใจในธรรมของพระองค์ยิ่งขึ้น

คณะเดินทางไปตามรอยพระพุทธเจ้า ที่อินเดียและเนปาล เดือนมีนาคม 2563

ต้องเรียนว่า ปัจจุบันการเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้น่ากลัวหรือยุ่งยาก จนใครๆ ก็สามารถไปเที่ยวต่างประเทศด้วยตนเองได้ไม่ยาก เพียงขยันหาข้อมูลจาก Google  และเตรียมความพร้อมซักหน่อยก็สามารถบินไปเที่ยวที่ไหนในโลกก็ได้ตามต้องการ การจองตั๋วบิน การจองที่พัก แม้แต่รถบริการพาเที่ยวในต่างประเทศก็สามารถจองผ่านแอปที่ให้บริการได้ไม่ยาก 

ออกจากดอนเมือง ประเทศไทย

แต่ ถ้าเป็นประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก หรือไม่ถนัดเรื่องภาษาที่จะสื่อสารในประเทศที่จะไป แม้คุยสื่อสารง่ายๆก็ทำไม่ได้เลย อีกทั้งเทคโนโลยีมือถือที่อำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ไม่ถนัด อย่างนี้แนะนำว่าไปกับบริษัททัวร์จะสะดวกสบายกว่ามาก และที่สำคัญบริษัททัวร์นำเที่ยวส่วนใหญ่มีคอนเนคชั่นที่ดีกับทางผู้ให้บริการนำเที่ยวในประเทศปลายทาง จึงได้รับความสะดวกสบายตั้งแต่ เริ่มต้นวางแผนการเดินทาง การขอวีซ่า  การจัดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายรวมก็อาจจะประหยัดกว่าไปเที่ยวกันเองมากถ้าเทียบกับคุณภาพการเดินทางที่เท่ากัน ทั้งนี้เพราะบริษัททัวร์จะได้ราคาคอมมิชชั่นจากผู้ให้บริการมาและเมื่อหักออกจากค่าบริการของบริษัทผู้จัดทัวร์แล้ว ที่เหลือก็นำมาเป็นส่วนลดให้นักท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวในราคาที่ถูกลง

 ถึงสนามบินพาราณสี ประเทศอินเดีย

แต่ด้วยข้อจำกัดสถานการณ์โควิด 19 ระบาดไปทั่วโลก ดังนั้นการเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียอาจจะไม่สามารถทำได้ในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ แต่ก็ดีที่เราสามารถเตรียมตัวล่วงหน้า โดยการสะสมเสบียงบุญวันละ 50 - 100 บาท พอถึงเวลาที่เราจะเดินทางจริงก็จะได้มีงบประมาณสำหรับการเดินทางได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้การเดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน รวมเวลา ประมาณ 8 วัน ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณท่านละ สามหมื่นกว่าบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทางร่วมคณะ

รถมินิบัสที่จะพาคณะฯ เดินทางท่องเที่ยวในอินเดีย-เนปาล ทั้ง 8 วัน

ดังนั้นหากสนใจเดินทางไปแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าเป็นหมู่คณะ เน้นเดินทางสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายไม่แพงมาก ก็สามารถโทร.ปรึกษาได้ที่ โทร. 084-625-9929   คาดว่าต้นปี พ.ศ. 2566 น่าจะมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน และสถานที่สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอีกมากมาย ไปดูให้เห็นกับตา แล้วคุณจะเกิดพลังศรัทธาในพระพุทธเจ้าของเราและจะรู้สึกเต็มเปี่ยมด้วยความปิติที่มีโอกาสมาถึงสถานที่ ที่คนทั้งโลกต้องการเดินทางมาสักการะให้ได้ในชีวิตนี้ และเราก็เป็นหนึ่งในบุคคลาเหล่านั้นที่ได้ไปดูและเห็นกับตาแล้ว

ไกด์บรรยายข้อมูลและนำเที่ยว ในแต่ละวัน 

ขั้นตอนในการเดินทางไปแสวงบุญที่ อินเดีย - เนปาล

1 เมื่อตั้งใจจะเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดีย ก็ต้องเตรียมพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ รวมถึงกำลังทรัพย์ เพราะเป็นการเดินทางต่างประเทศที่ใช้เวลาหลายวัน ต้องเดินทางไกลมาก บางวันอาจต้องนั่งรถยนต์นานเป็นวัน ร่างกายจึงต้องแข็งแรงพอสมควร และเตรียมใจกับการเดินทางที่ยาวนาน และบางช่วงบางขณะที่อาจจะไม่สะดวกสบายบ้าง

2 เมื่อพร้อมทั้งกาย ใจ และกำลังทรัพย์ ก็วางแผนเดินทาง สะดวกที่สุดก็คือติดต่อกับบริษัททัวร์หรือร่วมคณะกับผู้ที่เดินทางไปแสวงบุญบ่อยๆ น่าเชื่อถือได้ ถ้าไม่รู้จะติดต่อที่ไหนก็ติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 284-625-9929 

3 แนะนำว่าควรหาเพื่อนสนิทหรือคนที่ไว้ใจร่วมเดินทางไปด้วยกัน แต่ถึงไม่มีใครเดินทางด้วย คณะผู้เดินทางส่วนใหญ่ล้วนเป็นกัลยาณมิตรที่ดี พร้อมให้การช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

4 ถ้าเดินทางกับบริษัททัวร์จะง่ายและสะดวกมาก เพราะตารางการเดินทาง การขอวีซ่าเดินทางเข้าประเทศอินเดียและเนปาล การจองตั๋วเครื่องบิน การนำเดินทางในแต่ละวันรวมถึงการประสานงานที่พักและอาหารระหว่างมื้อ ทางผู้นำเที่ยวได้มีแผนจัดเตรียมรองรับไว้ให้ได้รับความสะดวกอยู่แล้ว

บัลลังก์โพธิ์  พุทธคยา อินเดีย ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทับในวันที่ตรัสรู้

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

บ้านสวนคุณลองกอง บ้านนาสาร

 บ้านสวนคุณลองกอง อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

บ้านสวนคุณลองกอง อำเภอบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี
เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เป็นฤดูกาลที่เงาะโรงเรียน อำเภอบ้านนาสาร กำลังสุกจัดพร้อมเก็บกินพอดี เงาะโรงเรียนเป็นผลไม้ที่อร่อยและสร้างชื่อให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นอย่างมาก เพราะทั้งหวานหอมกรอบและเนื้อล่อน ยิ่งกินสดๆ จากสวนยิ่งอร่อย ผมเลยมีโปรแกรมทัวร์ไปกินเงาะสดๆ จากในสวนให้คนที่สนใจไปกินเงาะกันห้สะใจกันเลย แต่ปี 2564 คงได้แต่เฝ้ารอสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ให้ดีขึ้น ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยว่ากัน

ทัวร์กินเงาะโรงเรียนสดๆ จากในสวนเกษตรกร บ้านนาสาร

เมื่อเที่ยวสวนเงาะกันสนุกสนานแล้ว บางทริปที่โชคดีตรงกับช่วงทุเรียนสุก เราก็อาจจะได้แวะชิมทุเรียนด้วยก็ได้


แวะเที่ยวสวนทุเรียน

เมื่อเราแวะเที่ยวสวน กินผลไม้กันพอหอมปากหอมคอกันแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารมื้อหลัก ซึ่งไปถึงบ้านนาสาร ก็ต้องแวะไปกินที่ครัวบ้านสวนคุณลองกอง เป็นร้านอาหารใหญ่ บรรยากาศดี อยู่ติดคลองฉวาง นอกจากมีอาหารขายแล้วยังมีห้องพักบริการนักท่องเที่ยวด้วย 

เมนูแนะนำ บ้านสวนคุณลองกอง
เมนูแนะนำของร้านคุณลองกอง ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ ยำปลาเม็ง  ปลาเม็งเป็นปลาน้ำจืดหน้าตาคล้ายปลาดุกมาก ถือเป็นปลาหายากและราคาค่อนข้างแพง มีให้กินเฉพาะท้องถิ่นแถบนี้เท่านั้น แล้วก็มีเมนูหมูคั่วเกลือที่ทอดจนแห้งน่ากินมาก กุ้งผัดกะปิสะตอที่เข้มข้นน่ากิน และยังมีเมนูน่ากินๆ อีกหลายสิบเมนูที่น่ากินทั้งนั้นเลย ทานอาหารอิ่มแล้วก็อย่าลืมสั่งสละลอยแก้วผลไม้ชื่อดังของบ้านนาสารอีก 1 อย่างเป็นของหวานปิดรายการ

บ้านสวนคุณลองกอง

บ้านสวนคุณลองกอง ตั้งอยู่ติดคลองฉวาง อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 10.00-21.00 น. เดินทางไปสะดวกมาก ค้นหาใน Google Map รับรองไปถึงแน่นอน สามารถสอบถาม จองโต๊ะอาหาร และที่พักบ้านสวนคุณลองกองได้ที่โทร. 077-345-052 , 099-471-6475

หมูคั่วเกลือ บ้านสวนคุณลองกอง

กุ้งผัดกะปิสะตอ บ้านสวนคุณลองกอง

ยำปลาเม็ง

สละลอยแก้ว
บริการจัดทริปนำเที่ยวสุราษฎร์ธานีครบวงจรทุกรูปแบบ เน้นเที่ยวสนุก รถวีไอพี กินอร่อย นอนสบาย ราคาไม่แพง พาเที่ยวเขื่อนรัชชประภา เขาสก นำเที่ยวหมู่เกาะอ่างทอง เกาะสมุย เกาะพะงัน ด้วยเรือสปีดโบ๊ทส่วนตัว ติดต่อได้ที่ โทร. 084-625-9929 หรือคลิ๊ก http://tourthai.online

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

แคมป์ปิ้งที่หาดสำเร็จ

แคมป์ปิ้งที่หาดสำเร็จ
เชื่อว่าหลายคนคงชอบบรรยากาศการตั้งแคมป์ก่อกองไฟ ต้มกาแฟร้อนๆด้วยกองฟืนไฟลุกแดงๆ นอนดูดาวท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่ข้างบ้านเราเอง และมีหลายคนที่ถึงขั้นสะสมอุปกรณ์เดินป่าและตั้งแคมป์ไว้นานแล้วแต่แทบไม่เคยหยิบจับมาใช้ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น...

หาดสำเร็จ ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
หาดสำเร็จ ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เป็นที่รู้จักมากพอสมควร ด้วยมีท่าเรือเอนกประสงค์เป็นเส้นทางเดินเรือพาเที่ยวหมู่เกาะอ่างทอง เกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า รวมทั้งพาไปดำน้ำดูอ่าวปะการังในพื้นที่ของอ่าวท่าชนะเอง หากสนใจเที่ยวทางทะเลด้วยเรือสปีดโบ๊ทก็สามารถคลิ๊กดูข้อมูลได้ที่ www.rkatour.com
แคมป์ปิ้งการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่หาดสำเร็จ
เมื่อนำกิจกรรมแคมป์ปิ้งมาบวกกับบรรยากาศของหาดสวยๆ ที่หาดสำเร็จ จึงได้เกิดกิจกรรมท่องเที่ยวแนวธรรมชาติแบกเป้มากางเต้นท์นอนริมทะเล เสริมด้วยกิจกรรมหาปูปลากุ้งหอยมาปิ้งย่างกินกัน ที่เชื่อว่าหลายคนจะถูกใจ ด้วยมีพื้นที่จุดกางเต้นท์และห้องน้ำรวมทั้งไฟส่องสว่างที่ให้นักท่องเที่ยวผู้รักการผจญภัยได้รับความสะดวกสบายพอสมควร แค่แบกเป้ใส่เครื่องนอนพร้อมหิ้วสเบียงมาด้วย ก็นอนลงหลักปักเต้นท์ริมหาดให้ได้นอนดูดาวเคล้าเสียงคลื่นกระทบทราย ก็ฟินไปอีกแบบ
กางเต้นท์นอนริมทะเล ที่หาดสำเร็จ
หากสนใจไปกางเต้นท์นอนที่หาดสำเร็จ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากนำอุปกรณ์มาเองก็มีเพียงค่าบำรุงสถานรวมค่าน้ำค่าไฟเพียง 200 บาท/คณะ หรือถ้าจะให้บริการจัดหาอาหารทะเลสดๆ ทั้งกุ้งหอยปูปลาและหมึกสดๆ จากทะเลในราคาชาวบ้านมาปิ้งย่างและทำอาหารกินด้วยกัน ก็สามารถสอบถามได้ที่ โทร. 084-625-9929 

สนใจเที่ยวในท่าชนะและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเติม ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้แก่ วัดถ้ำใหญ่ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา , ถ้ำแก้วน้ำทิพย์ที่ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงาม , จุดชมวิวพระใหญ่ที่วัดวิชิตดิตถาราม รวมทั้งการไปซื้ออาหารทะเลสดๆ จากเรือประมงที่ท่าเรือท่าชนะ รวมทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลของร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 084-625-9929
ปิ้งย่างซีฟู้ดที่หาดสำเร็จ

RKA TOUR นำเที่ยวครบวงจร เที่ยวแบบมีคุณภาพ เที่ยวสนุก ทานอาหารอร่อย และเลือกที่พักสบาย ในราคายุติธรรม บริการจัดนำเที่ยวทุกรูปแบบ  จัดนำเที่ยวทั่วไทย และจัดนำเที่ยวต่างประเทศ รวมถึงจัดนำเที่ยวทัศนศึกษาให้หน่วยงาน องค์กร นักเรียน นักศึกษา ราคาประหยัด  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 084-625-9929 

ช่องทางการติดต่อสอบถามและจองโปรแกรมนำเที่ยว ของ ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์

  • Line ID :  roikohadventure , 0846259929
  • โทรศัพท์ : 084-625-9929  , 089-025-9929
  • www.rkatour.com
  • ใบอนุญาตนำเที่ยว ของผู้ประกอบการนำเที่ยวในพื้นที่ เลขที่  33/07054