วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564

วัดแหลมสอ เกาะสมุย

วัดแหลมสอ เกาะสมุย
ผมเองได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาะสมุยหลายครั้ง ไปทุกครั้งสิ่งที่ต้องทำคือขับรถเที่ยวรอบเกาะสมุย หาอาหารอร่อยๆ กิน และไปเที่ยวถนนคนเดินตอนกลางคืนซึ่งเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ  ตามแผนการจัดของทางพื้นที่ในแต่ละวัน ส่วนกิจกรรมอื่นๆ นอกจากนั้นก็แล้วแต่ว่าภาระกิจที่ไปเกาะสมุยครั้งนั้นคืออะไร

เจดีย์วัดแหลมสอ เกาะสมุย
เกาะสมุย เป็นเกาะที่สวยงามของจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย คนทั่วโลกหลั่งไหลไปเที่ยวที่เกาะสมุยปีละจำนวนไม่น้อย และส่วนใหญ่เมื่อไปแล้วก็จะหลงรักเกาะสมุย ใครไปถึงเกาะสมุยแล้วก็ต้องไปชมหินตาหินยาย วัดพระใหญ่เกาะฟาน น้ำตกหน้าเมือง หาดเฉวง และหาดละไม นอกจากสถานที่เหล่านี้ ยังมีวัดแหลมสอ ซึ่งเป็นวัดเดียวที่มีที่ตั้งติดทะเลบนเกาะสมุยที่คุณควรแวะไปเช็คอินด้วย
เจดีย์สีทอง วัดแหลมสอ เกาะสมุย
วัดแหลมสอ ตั้งอยู่ที่ ถนนแหลมเส็ด ระหว่างบ้านทะเลและบ้านท้องกรูด ตำบลหน้าเมือง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี มีความน่าสนใจที่เจดีย์แหลมสอสีเหลืองทองซึ่งสร้างอยู่ติดริมทะเล เป็นศิลปะการสร้างรูปแบบศรีวิชัยของภาคใต้ ภายในเจดีย์ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ให้คนได้ไปสักการะด้วย
วัดแหลมสอ เกาะสมุย
องค์เจดีย์สีทองของวัดแหลมสอ สร้างขึ้นโดยหลวงพ่อแดง ติสโส พระภิกษุที่เป็นที่เคารพนับถืออย่างมากของชาวเกาะสมุย ท่านมรณะภาพจากอุบัติเหตุเรือโดยสารล่มกลางทะเลเมื่อปี พ.ศ. 2519 ระหว่างเกาะสมุย-บ้านดอน  โดยไม่ไกลจากองค์เจดีย์มีศาลามีหุ่นขี้ผึ้งรูปหลวงพ่อแดงนั่งอยู่บนเรือ เมื่อชาวบ้านที่มากราบไหว้ขอพรและได้รับผลผลสำเร็จก็จะนำเรือต่าง ๆ มาถวายท่าน

เที่ยววัดแหลมสอ เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี
วัดแหลมสอ นอกจากมีองค์เจดีย์สีทองสร้างในรูปแบบศิลปะศรีวิชัยแล้ว ที่วัดแห่งนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะสมุยด้วย มีโอกาสไปเที่ยวเกาะสมุยก็อย่าพลาดไปชมความสวยงามของวัดแหลมสอแห่งนี้นะครับ แม้ว่าวัดจะอยู่ไกลไปยาก ถ้าไม่มีรถจะไปลำบากซักหน่อย แต่ถ้าไปแล้วโดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกน้ำบรรยากาศจะสวยและน่าประทับใจมาก

ติดตามสาระดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://tourthai.online

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564

ตูนแต่เตี๊ยม ติ่มซำไม่แพงที่สุราษฎร์ธานี

ตูนแต่เตี๊ยม ติ่มซำอร่อย ในเมืองสุราษฎร์ธานี
ระยะหลังไม่ค่อยได้ไปเที่ยวในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งนักกินจะรู้เลยว่าในตัวเมืองสุราษฎร์ธานีสามารถหาของกินอร่อยๆ ได้เกือบทั้ง 24 ชั่วโมง หิวเมื่อไรก็สามารถขับรถตะเวณหาของกินอร่อยๆ ได้ไม่ยาก  แต่มาระยะหลัง ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด 19 ตั้งแต่ปี 2563 ทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะเลยทีเดียว

ติ่มซำอร่อย ร้านตูนแต่เตี๊ยม สุราษฎร์ธานี
แม้แต่ร้านอาหารหลายๆ ร้านก็ต้องปรับตัว จากที่มีลูกค้าแน่นเต็มร้านก็ต้องเว้นระยะห่างโน่นนี่นั่น ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยทั้งของลูกค้าและคนในร้านเอง 
อาหารเช้า ร้านตูนแต่เตี๊ยม
เมื่อมีธุระจำเป็นต้องเข้าเมืองสุราษฎร์ธานีตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ตั้งใจไปหาอาหารเช้าอร่อยๆ กินซักหน่อย ขอเลือกแบบที่ไม่ได้กินเป็นปกติที่บ้าน ตระเวณหาไปเรื่อยๆ ขับรถไปทางถนนชนเกษมเลยสี่แยกการุณไปเล็กน้อย จะเจอร้านอาหารน่ากินอยู่ร้านหนึ่งอยู่ทางซ้ายมือ ใกล้ๆ กับโซนคลินิกหมอ ชื่อร้านตูนแต่เตี๊ยม จะถึงร้านอาหารนี้ก่อนถึงสี่แยกใหญ่ที่จะเลี้ยวขวาไปศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 300-400 เมตร เห็นแม่ค้ากำลังนึ่งติ่มซำมีไอน้ำกำลังลอยขึ้นมาบางๆ เลยขอจัดอาหารเช้าที่ร้านตูนแต่เตี๊ยมนี่แหละ
อาหารเช้า ตูนแต่เตี๊ยม
จำได้ว่าเมื่อก่อน ที่ร้านตูนแต่เตี๊ยมมีติ่มซำวางเต็มโต๊ะยาวหน้าร้าน มีอาหารให้เลือกเยอะมาก แต่ ณ วันนี้ก็เข้าใจในสถานการณ์ที่ร้านต่างๆ ต้องปรับตัว แต่วันนี้ก็มีอาหารให้เลือกกินหลายอย่างเยอะมากอยู่ดี  ที่แนะนำเลยว่าควรสั่งมากิน ก็มีซาลาเปาทอดและบะกุ๊ดเต๋กินกับชาร้อนเป็นอาหารเมนูโปรดของผมเลย มากินร้านตูนแต่เตี๊ยมทีไรไม่เคยพลาด ส่วนเมนูอื่นๆ ก็สามารถเลือกกินได้ตามอัทธยาศัย อร่อยทุกเมนู และคุณภาพอาหารสมราคาซึ่งไม่แพงเลย
ติ่มซำร้าน ตูนแต่เตี๊ยม สุราษฎร์ธานี
ร้านตูนแต่เตี๊ยม เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 06.00 - 13.00 น. แนะนำว่าไปเช้าหน่อยคนไม่เยอะและมีอาหารให้เลือกเยอะ ถ้าไปสายหรือหลังเที่ยงอาหารอาจจะมีเหลือให้เลือกน้อยเนื่องจากหมดและใกล้เวลาปิดร้าน

อาหารเช้า ร้านตูนแต่เตี๊ยม สุราษฎร์ธานี
ตูนแต่เตี๊ยม ไม่ได้บริการเฉพาะอาหารเช้าประเภทติ่มซำเท่านั้น สามารถสั่ง ชากาแฟ ข้าวต้มโจ๊ก ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง และเกาเหลาได้ด้วย ไปไม่ถูกหรือจะสั่งอาหารจองโต๊ะล่วงหน้าก็ติดต่อสอบถามไปได้ที่ โทร. 081 -370-2600
อาหาร ร้านตูนแต่เตี้ยม สุราษฎร์ธานี
ก็ขอให้มีความสุขกับการเดินทางไปเที่ยวที่สุราษฎร์ธานี และเพลินกับอาหารอร่อยๆ ที่มีให้เลือกมากมาย สามารถดูข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและสาระดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://tourthai.online

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564

นกปรอดสวน

นกปรอดสวน
นกปรอดสวน ภาพถ่ายเมื่อเวลา 06.52 น.ในวันที่ 5 กันยายน 2564 ณ กิ่งต้นมังคุดที่บ้าน ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี  พบเจออยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-5 ตัว

นกปรอดสวน

นกปรอดสวน เป็นนกขนาดเล็กมีลักษณะเด่นโดยสังเกตเห็นหูและมีลายขีดสีเทาที่ข้างแก้ม ปีกเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม หน้าอกสีเทา มีขนขึ้นปกคลุมทั้งตัวจนถึงโคนหาง  นกชนิดนี้เป็นนกประจำถิ่นพบเจอได้ง่ายพบเห็นได้ทั่วไปตามป่าละเมาะ  ชอบกินผลไม้สุกเป็นอาหาร สันนิษฐานว่าชื่อนกปรอดน่าจะเพี้ยนมาจากนกกรอดซึ่งเรียกตามเสียงร้องของนกมีมักจะร้อง กรอด กรอด ติดกันถี่ๆ รัวๆ

นกปรอดสวน ภาพถ่ายนี้ ถ่ายเวลาปมาณ  16.00 น.ในวันที่ 5 กันยายน 2564 ในป่าละเมาะ ใกล้บริษัทร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ จำกัด ที่หาดสำเร็จ  ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี  พบเจออยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10 ตัว

นกปรอดสวน
อาหารของนกปรอดสวน  ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ขนาดเล็กหรือแมลงขนาดเล็กมันก็กินเป็นอาหารได้ เป็นนกที่ปรับตัวเก่ง คนจึงนิยมนำมาเลี้ยงนกเลี้ยงส่วนใหญ่จะเลี้ยงด้วยผลไม้สุก แต่นกปรอดสวนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง การนำมาเลี้ยงขังกรงถือว่าผิดกฎหมาย  ปล่อยให้เขาอยู่ในธรรมชาติจะดีกว่า ถ้าอยากให้นกปรอดสวนบินมาอาศัยที่บ้านก็ให้ปลูกป่าธรรมชาติเล็กๆ รอบบ้าน ปลูกต้นไม้ผลที่นกปรอดสวนชอบกินเช่นลูกไทร หว้า ตะขบ ชมพู่ มะละกอ มะม่วง น้อยหน่า ผลตำลึงสุก เป็นต้น ก็มีโอกาสจะได้เห็นนกปรอดสวนบินมาหากินหรืออาจจะอาศัยชั่วคราวแล้วยังอาจได้เห็นนกชนิดอื่นๆ มาให้ได้ชมอีกด้วย 

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://tourthai.online

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564

วัดป่ามหาวัน สถานที่กำเนิดภิกษุณีครั้งแรกของโลก

วัดป่ามหาวัน เมืองไวสาลี รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

เช้าของวันที่ 4 ในการเดินทางไปในเส้นทางแห่งการแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย เมื่อคณะของเราทั้ง 10 คนได้ออกมาจากปาวาลเจดีย์ สถานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปลงพระชนมายุสังขารกำหนดวันเสด็จสู่การดับขันธปรินิพพานในอีก 3 เดือนข้างหน้า ตามที่ได้เขียนเล่าไปในบทความที่แล้ว คณะของเราก็ได้นั่งรถเดินทางไปสู่วัดป่ามหาวัน ซึ่งใช้เวลาไม่นานเพราะวัดป่ามหาวันอยู่ไม่ไกลจากปาวาลเจดีย์มากนัก

นักเรียนในชนบทของอินเดีย กำลังนั่งเรียนหนังสือบนถนน
 เมื่อเดินทางไปถึงวัดป่ามหาวัน รถนำเที่ยวต้องจอดรออยู่ข้างนอกไม่อนุญาตให้นำรถเข้าไปได้ เราจึงต้องเดินผ่านหมู่บ้านชาวอินเดียระยะทางไม่ไกลมาก น่าจะประมาณไม่เกิน 300 เมตร ตลอดข้างทางก็มีร้านขายของที่ระลึกของชาวบ้าน ซึ่งมีทั้งขนมกินเล่นสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเช่น ขันน้ำมนต์แบบทิเบต พระพุทธรูปแกะสลักที่ทำจากหินอ่อน เสาอโศกจำลอง เป็นต้น แต่ที่คณะของเราประทับใจมากที่สุดคือพบเด็กๆ กำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่บนลานโล่งท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ เข้าใจว่าคงเป็นเพราะอากาศที่เย็นด้วย หรืออาจจะเป็นสภาพการเรียนที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะมองและสังเกตโดยรอบแล้วก็ไม่พบเจออาคารที่พอจะดูได้ว่าจะใช้เป็นห้องเรียนได้เลย
นักเรียนกำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่บนลานว่างข้างถนน
เห็นนักเรียนและครูต่างก็ตั้งใจสอนและเรียนหนังสือแม้ว่าสถานที่จะไม่อำนวย  คณะของเราเลยรู้สึกเมตตาและเอ็นดูเด็กๆ กับรู้สึกชื่นชมในความเสียสละของครูซึ่งดูจากการแต่งกายของครูและนักเรียนก็พอจะเข้าใจว่าคงเป็นชาวบ้านในละแวกนั้น จึงใช้ภาษาสากลขอทำกุศลด้วยการบริจาคเงินกันตามความประสงค์ของแต่ละท่านรวมเงินได้จำนวนหนึ่งจึงได้มอบเป็นทุนเพื่อใช้ในการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียนเหล่านั้น  แล้วก็ถือโอกาสขออนุญาตถ่ายภาพร่วมกับครูและเด็กนักเรียนทั้งหมดด้วย จากนั้นเราก็เดินเข้าไปในเขตของวัดป่ามหาวันซึ่งห่างจากชุมชนไปอีกนิดเดียวเท่านั้น
วัดป่ามหาวัน สถานที่กำเนิดภิกษุณีครั้งแรกของโลก
วัดป่ามหาวัน อยู่ในเขตเมืองไพสาลีหรือไวสาลีในปัจจุบัน ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่เมืองไวสาลีหลายครั้ง แต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลาวัดป่ามหาวันเป็นส่วนใหญ่ พระสูตรหลายพระสูตรเกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ และที่กูฏาคารศาลาแห่งนี้เป็นที่ ๆ พระพุทธองค์ได้ทรงอนุญาตให้ พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมกับบริวารซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีพระนางพิมพายโสธราด้วย สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลก พระนางมหาปชาบดีคือพระน้าซึ่งเป็นผู้เลี้ยงสิทธัตถะกุมารตั้งแต่พระมารดาคือพระนางสิริมหามายาได้สิ้นพระชนม์หลังจากได้ให้ประสูติเจ้าชายได้ไม่กี่วัน   
วัดป่ามหาวัน เมืองไวสาลี ประเทศอินเดีย
พระนางมหาปชาบดี ผู้เป็นพระน้าของพระพุทธเจ้า  จึงเป็นผู้หญิงที่บวชเป็นภิกษุณีสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยพระนางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพระประยูรญาติที่โศกเศร้าหลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของพระพุทธองค์ พระนางมหาปชาบดีได้ทูลขอบวชจากพระพุทธเจ้าถึง 3 ครั้ง แต่พระพุทธองค์ได้ตรัสห้ามทั้ง 3 ครั้ง เมื่อพระอานนท์ได้ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีสามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้อย่างบุรุษ ก็ได้ถูกพระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามอีกถึง 3 ครั้งเช่นกัน
เสาอโศก วัดป่ามหาวัน ซึ่งเป็นต้นเดียวที่ยังคงเหลือสภาพสมบูรณ์ที่สุด
จนเมื่อพระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “หากสตรีออกบวชแล้วสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือไม่” พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “สามารถบรรลุได้” พระอานนท์จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรี โดยเฉพาะพระนางมหาปชาบดีได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาได้อย่างบุรุษ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาต แต่ทรงมีเงื่อนไขว่าพระนางมหาปชาบดีจะต้องถือปฏิบัติ “ครุธรรม 8 ประการ” ตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งพระนางทรงเต็มพระทัยรับเงื่อนไขนั้น พระนางมหาปชาบดีจึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีองค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยได้ทำการอุปสมบทพร้อมกับบริวารผู้หญิงที่ขอติดตามพระนางมหาปชาบดีมาบวชด้วย
วัดป่ามหาวัน กับเสาอโศกของพระเจ้าอโศกมหาราช
ครุธรรม 8 ประการ    แปลว่า "ธรรมอันหนัก" หมายถึง เงื่อนไขเบื้องต้นอันเป็นข้อปฏิบัติสำหรับผู้หญิงที่จะขอบวชเป็นภิกษุณี หากทำได้พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้สตรีอุปสมบทได้ โดยต้องปฏิบัติด้วยความเคารพตลอดชีวิต มี 8 ประการดังนี้คือ

1 แม้บวชมานานนับร้อยปีก็ต้องกราบไหว้ภิกษุแม้ว่าจะบวชในวันนั้น
2 ต้องจำพรรษาอยู่ในวัดที่มีภิกษุ
3 ต้องไปถามวันอุโบสถและรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกครึ่งเดือน
4 ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณี หลังจำพรรษาแล้ว
5 ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่ายเมื่อต้องอาบัติหนัก
6 ต้องเป็นสิกขมานา 2 ปี ก่อนจึงขออุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายได้
7 ต้องไม่บริภาษด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ๆ
8 จะว่ากล่าวตักเตือนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้
กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน 
ภายในวัดป่ามหาวัน มีสิ่งที่น่าสนใจศึกษาเรียนรู้อย่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ กูฏาคารศาลา และเสาหินของพระเจ้าอโศกมหาราช

กูฏาคารศาลา แปลว่า ศาลาเรือนยอด นับเป็นวัดแห่งแรกในเมืองไพศาลีซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชีในสมัยพุทธกาล    เหตุที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังเมืองไพศาลีเพราะเกิดโรคห่าขึ้นในเมืองไพศาลี  ทำให้มีคนตายจำนวนมากมีซากศพทับถมกันทั้งในเมืองนอกเมืองและในแม่น้ำลำคลองเป็นพันเป็นหมื่นศพ  เจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ ซึ่งเป็นพระสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ได้ข่าวว่าพระโคตมพุทธเจ้าทรงมีฤทธิ์เหนือใคร จึงได้อาสาไปทูลขออาราธนาพระพุทธเจ้าจากพระเจ้าพิมพิสาร   เมื่อพระสหายขอก็ไม่กล้าปฏิเสธ แต่เพราะพระองค์ทรงเป็นศิษย์จะรับฎีกาแทนพระพุทธองค์ผู้เป็นพระอาจารย์ก็ไม่บังควร พระเจ้าพิมพิสารจึงขอให้เจ้าลิจฉวีไปทูลอาราธนาเชิญพระบรมศาสดาเอง  พระพุทธเจ้าเมื่อทรงรับอาราธนาแล้วก็เสด็จเดินทางไปทางเรือพร้อมด้วยพระอานนท์   เมื่อเสด็จไปถึงหน้าประตูเมืองไพศาลีก็เกิดปาฏิหาริย์ฝนตกลงมาห่าใหญ่พัดพาเอาซากศพและสิ่งปฏิกูลทั้งปวงไหลลงแม่น้ำคงคาไปสิ้น จากนั้นพระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้พระอานนท์ทำน้ำพระพุทธมนต์ด้วยบทว่า "ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา ฯลฯ" พระพุทธองค์ทรงนั่งบริกรรมอยู่ที่หน้าเมืองอยู่จนสว่าง ส่วนพระอานนท์ก็ประพรมน้ำพระพุทธมนต์อยู่จนรุ่งสางเช่นกัน ในวันรุ่งขึ้นเมืองไพศาลีก็ได้กลับเข้าสู่สภาพเดิมประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติสุขอีกครั้ง  

คณะฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับป่ามหาวัน ในสมัยพุทธกาล

เมื่อเหตุการของเมืองไพศาลีพ้นจากโรคห่าระบาดกลับสู่ภาวะปกติ รัฐสภาของแคว้นวัชชีจึงมีมติ  ถวาย "กูฏาคารศาลา" ในป่ามหาวัน อันเป็นที่ประพาสของเจ้าลิจฉวีทั้งหลายให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อพระโคตมพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองไพศาลีครั้งใด ก็จะเสด็จไปประทับในกูฏาคารศาลาแห่งนี้เสมอ  

สถูปใน กูฎาคารศาลาที่สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหราช

หลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานแล้วล่วงมาถึงสมัยพระเจ้าอโศก ใน พ.ศ.300  ได้มีการจัดสร้างพระสถูปขึ้นในบริเวณกูฏาคารศาลา พร้อมทั้งตั้งเสาอโศกไว้เป็นที่หมายสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ปัจจุบันเสาอโศกในบริเวณกูฏาคารศาลา วัดป่ามหาวันเป็นเสาอโศกเพียงต้นเดียวที่อยู่รอดปลอดภัยทั้งจากภัยธรรมชาติและการถูกทำลายของศัตรูต่างศาสนา เสาอโศกต้นนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นเสาอโศกต้นที่สวยและยังคงสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาเสาอโศกทั้งหมดที่ได้สร้างขึ้นมาในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช  

เสาอโศก วัดป่ามหาวัน เมืองไวสาลี ประเทศอินเดีย
ประวัติความเป็นมาของเสาอโศก  เสาอโศกในปัจจุบันพบยังคงเหลืออยู่ 20 เสา มีจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์เมารยะ เรียกเสานี้ว่า ธมฺมถมฺภา มาจากศัพท์ ธรรมสตมภ์   แปลว่า  เสาแห่งธรรม  สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สำคัญของสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและทางพระพุทธศาสนา  บางเสาพบว่ามีจารึกพระบรมราชโองการอยู่ด้วย   ในปัจจุบันพบหัวเสาในสภาพสมบูรณ์เพียงเจ็ดชิ้น เท่านั้น  มีเสาอโศกจำนวนสองเสาที่ถูกขนย้ายภายใต้พระราชดำริของตุฆลักฟีรูซ ชาห์ไปไว้ที่ราชธานีของรัฐสุลต่านเดลี และอีกหลายเสาที่ถูกขนย้ายโดยจักรพรรดิของจักรวรรดิโมกุล และมีการรื้อถอนหัวเสาที่เป็นรูปสัตว์ออก  ในบรรดาเสาที่ค้นพบนั้น ค่าเฉลี่ยของความสูงอยู่ที่ 12 ถึง 15 เมตร และแต่ละเสาอาจมีน้ำหนักมากถึง 50 ตัน บางเสาปรากฏร่องรอยว่าถูกลากมาระยะทางหลายไมล์มายังจุดที่ตั้งเสาในปัจจุบัน 
เสาอโศก สัญลักษณ์แสดงความสำคัญของสถานที่ทางพระพุทธศาสนา
เสาอโศกเป็นหนึ่งในบรรดาประติมากรรมเก่าแก่ที่สุดของอินเดียที่หลงเหลือมาจนปัจจุบัน   ประเทศอินเดียให้ความสำคัญกับเสาอโศกมากโดยใช้ภาพส่วนหัวของเสาอโศกรูปสิงห์เป็นตราแผ่นดินของอินเดียนับตั้งแต่ปี 1950 จนถึงปัจจุบัน  และปรากฏในภาพของธนบัตรอินเดียด้วย
ประเทศอินเดียแม้นว่าจะมีศาสนาฮินดูเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็ให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก โดยใช้ตราธรรมจักร กงล้อแห่งธรรมสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาวางปรากฏในกลางธงชาติของอินเดีย และยังพบภาพเสาหินอโศกซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อประกาศสถานที่เป็นเขตพื้นที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาก็มีปรากฏในธนบัตรของอินเดียด้วย
เสาอโศก 
เสาอโศกทั้งหมดพบว่าสร้างขึ้นเฉพาะในวัดของพุทธศาสนา หรือในสถานที่สำคัญในพระประวัติของพระโคตมพุทธเจ้าเท่านั้น  บางจารึกบนเสาระบุว่าเสานั้นส่งมอบให้กับสงฆ์หรือชี  บางเสาสร้างขึ้นเพื่อระลึกการเสด็จพระราชดำเนินของจักรพรรดิอโศก เสาส่วนใหญ่ที่พบอยู่ในพื้นที่ของรัฐพิหาร, รัฐอุตตรประเทศ, รัฐมัธยประเทศ และบางส่วนของรัฐหรยาณา
แวะซื้อของกินเล่น จากร้านชาวบ้านระหว่างเดินกลับไปที่รถ
ครั้นได้เวลาอันสมควร เราก็ออกจากวัดป่ามหาวัน เดินทางกลับไปที่รถระหว่างทางเจอคณะพระสงฆ์ไทยจำนวนมากเดินสวนกันมาเพื่อจะเข้าไปที่วัดป่ามหาวัน ผ่านร้านค้าชาวบ้านก็เลยแวะอุดหนุนสินค้าชาวอินเดียกันพอหอมปากหอมคอ  คงเป็นเพราะชาวอินเดียชอบกินถั่วจึงลองซื้อถั่วเหลืองคั่วบรรจุซองซึ่งมีวางขายอยู่ทั่วไปตลอดเส้นทางที่ผ่านจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในอินเดีย เม็ดถั่วเหลืองคั่วบรรจุซองราคาไม่แพงรสชาติมันและเค็มนิดหน่อยกินเล่นเพลินดี ซื้อเป็นเงิน 100 บาทไทยได้มาเป็นพวงยาวเหยียดเลย

ระหว่างเดินกลับไปที่รถ พบคณะสงห์ไทยจำนวนมากมาที่วัดป่ามหาวัน
ออกจากวัดป่ามหาวัน สถานที่ต่อไปที่เราจะแวะชมคือหมู่บ้านกาลามะต้นเหตุแห่งกาลามะสูตร กับไปสักการะสาลวโนทยาน สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ติดตามกันต่อในตอนหน้านะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่   www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929  

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ
www.rkatour.com 

ปาวาลเจดีย์ สถานที่ปลงพระชนมายุสังขาร

ปาวาลเจดีย์ เมืองไวสาลี
เช้าของวันนี้เป็นวันที่ 4 ของโปรแกรมเดินทางไปแสวงบุญตามรอยเส้นทางของพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียและเนปาล ซึ่งตรงกับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563 หลังจากเรารับประทานอาหารเช้าและออกเดินทางจากวัดไทยไวสาลีตอนเวลา 07.30 น. ตามรายละเอียดที่ได้เล่าในบทความตอนก่อนหน้านี้แล้วนั้น เมื่อออกจากวัดไทยไวสาลี นั่งรถใช้เวลาไม่นานคณะของเราก็เดินทางไปถึงปาวาลเจดีย์

คณะแสวงบุญผู้ร่วมเดินทางไปในเส้นทางสายบุญตามรอยพระพุทธเจ้าที่อินเดีย

ปาวาลเจดีย์  ตั้งอยู่ที่เมืองเวสาลี บ้างก็เรียกไวสาลี ซึ่งแต่เดิมในสมัยพุทธกาลคือเมืองไพสาลี   ปัจจุบันอยู่ในเขตปกครองของเมืองปัตนะ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างมากด้วยเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตัดสินพระทัยปลงพระชนมายุสังขาร 

ภายในปาวาลเจดีย์ สถานที่พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร
การปลงพระชนมายุสังขารของพระพุทธเจ้า เกิดขึ้นที่ปาวาลเจดีย์แห่งนี้ในพรรษาที่ 45  ขณะมีพระชมมายุได้ 80 พรรษา ซึ่งเป็นพรรษาสุดท้ายของพระพุทธเจ้าและพระองค์ทรงอยู่ในช่วงเวลาที่อาพาธอย่างหนัก  ในปีนั้นพระพุทธองค์ทรงประทับที่เวฬุคามซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่นอกเมืองเวสาลี  ครั้นเมื่อถึงกาลออกพรรษาพระองค์ได้เสด็จดำเนินผ่านหมู่บ้านต่างๆ ในเมืองเวสาลีจนกระทั่งมาถึงปาวาลเจดีย์ พระองค์ได้ทรงหยุดพัก และ ณ ที่ตรงนี้ ในวันเพ็ญเดือน 3 (วันมาฆบูชา) พระพุทธองค์ทรงตัดสินพระทัยปลงพระชนมายุสังขาร โดยจะเสด็จปรินิพพานในอีก 3 เดือนข้างหน้าต่อจากนี้ซึ่งจะตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 (วิสาขบูชา)

ปาวาลเจดีย์ เมืองไวสาลี

เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ บ้านเวฬุคาม ชานเมืองเวสาลีแล้ว พอเสด็จพระราชดำเนินพ้นตัวเมืองไปเล็กน้อย ก็หันพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรเมืองเวสาลี พร้อมตรัสว่า "เวสาลีเอ๋ย ข้ามาครั้งนี้ได้มาเห็นเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว" 
สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนตรมองเมืองเวสาลีโดยพระอาการที่แปลกจากเดิม พร้อมทั้งรับสั่งเป็นนิมิตเช่นนั้น ได้สร้างเป็นเจดีย์สถานแสดงความสำคัญเรียกว่า นาคาวโลกเจดีย์ ( นาคาวโลก  แปลได้ว่า การเหลียวมองอย่างพญาช้าง เป็นการเหลียวดูโดยหันกายกลับมาทั้งหมด  เป็นอาการที่พระพุทธองค์ทรงทำเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว) ต่อจากนั้นถัดไปอีก 3 เดือน พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินาราในวันเพ็ญ 6 เดือน

คณะเดินสวดมนต์ทักษิณาวัตร ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงทำการปลงพระชนมายุสังขารในวันเพ็ญเดือนสามแห่งพรรษาสุดท้ายของพระองค์ ณ ปาวาลเจดีย์ สถานที่แห่งนี้  หลังจากพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณและได้เผยแพร่พระธรรมคำสอนนานถึง 45 ปี ปัจจุบันเวลาได้ผ่านล่วงเลยมายาวนานร่วม 2564 ปี ปาวาลเจดีย์ก็ได้เสื่อมโทรมลงไปตามกาลเวลาคงเหลือเพียงฐานล่างเท่านั้น  โดยทางการญี่ปุ่นได้เห็นความสำคัญของสถานที่นี้จึงได้มาสร้างซุ้มมุงหลังคาด้วยสังกะสีเป็นรูปโค้งทรงกลมและมีรั้วเหล็กกั้นให้โดยรอบเพื่อรักษาสภาพไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด

ซุ้มหลังคาที่ครอบปาวาลเจดีย์
เหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร  ได้เกิดขึ้น ณ ร่มไม้แห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์ของเมืองไพศาลีหรือไวสาลีในปัจจุบัน หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงทำโอภาสนิมิตแก่พระอานนท์ถึงสามครั้งว่า "อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท 4 ประการ ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปหนึ่ง หรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้" โอภาสนิมิตนี้ หมายถึงบอกใบ้ว่าพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน หากพระอานนท์กราบทูลขอให้อยู่ต่อ และทรงรับก็สามารถดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปได้  แต่พระอานนท์ไม่รู้เท่าทันจึงไม่ได้กราบทูลขอไว้ 
ปาวาลเจดีย์ เมืองไวสาลี รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปลงพระชนมายุสังขารแล้วก็ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ พระอานนท์จึงได้ทราบว่าพระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว จึงได้รีบทูลอ้อนวอนขอให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีก แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้เพราะล่วงเลยกาลเสียแล้ว

ปาวาลเจดีย์ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร กำหนดวันปรินิพพาน
ในวันนั้น ณ ที่แห่งนี้คือปาวาลเจดีย์ เมืองไวสาลี คณะของเราแม้จะอยู่ในสถานที่ที่ตกแต่งเป็นสวนหย่อมอย่างร่มรื่นสวยงาม แต่คณะเราทั้ง 10 คน รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ประหนึ่งพึ่งได้รับรู้ถึงการสูญเสียบุคคลสำคัญที่ควรบูชาอย่างยิ่ง  แม้นศาสดาของเราไม่เคยสอนให้ยึดมั่นในตัวตนของพระองค์ ทรงสอนให้ใช้ปัญญาและประพฤติตามธรรมคำสั่งสอนเป็นสรณะ และแม้นว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมาแล้วยาวนานถึง 2,564 ปี แต่เมื่อเราย่างเท้าเข้ามาในปาวาลเจดีย์แห่งนี้เราก็ยังรู้สึกเสียใจถึงการจากไปของพระองค์ จึงได้แต่ทำจิตนิ่งสงบและเดินสวดมนต์ระลึกถึงพระพุทธคุณของพระองค์ที่มีความเมตตาอย่างยิ่งใหญ่ให้แก่ทุกคนทุกชนชั้นเสมอกัน  และธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ก็ยังเป็นจริงให้ผลจริงแก่ผู้ประพฤติธรรมพิสูจน์ได้ตลอดเหนือกาลเวลา

ดร.นพดล นำชมปาวาลเจดีย์และเล่าถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้
เมื่อได้เวลาอันสมควรคณะของเราก็ได้ลาปาวาลเจดีย์ เพื่อเดินทางไปป่ามหาวัน สถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักกับปาวาลเจดีย์ ส่วนจะสำคัญอย่างไร มีอะไรให้ได้เรียนรู้และชมบ้าง คอยติดตามอ่านในบทความหน้านะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929  

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ
www.rkatour.com 

นกกางเขนบ้าน

นกกางเขนบ้าน
นกกางเขนบ้าน ภาพชุดนี้ถ่ายที่ด้านข้างออฟฟิศของผมเอง ชื่อ บริษัท ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ จำกัด อยู่ที่ หาดสำเร็จ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ่ายเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 เวลาประมาณ 16.50-16.55 น. พบนกกางเขน 1 ตัว
นกกางเขนบ้าน

นกกางเขนบ้าน หรือ นกกางเขน  เป็นนกกินแมลง มีขนาดไม่โตมาก โตเต็มวัยวัดได้ยาวประมาณ 18-20 เซนติเมตร ส่วนบนลำตัวสีดำเงา ส่วนล่างตั้งแต่หน้าอกลงไปจะเป็นสีขาวหม่น ใต้หางและข้างหางมีสีขาว ปีกมีลายพาดสีขาวทั้งปีก ตัวผู้สีจะเข้มชัดกว่าตัวเมีย  นกกางเขนตัวผู้ในส่วนที่เป็นขนสีดำในตัวเมียจะเป็นขนสีเทาเข้ม ปากและขามีสีดำ มักจะพบอยู่เพียงลำพังหรือเป็นอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ   เป็นนกที่ส่งเสียงร้องสูงต่ำได้  ฟังไพเราะดี ชอบทำรังตามโพรงไม้ที่ไม่สูงมากนัก  วางไข่ครั้งละ 4-5 ฟองโดยมีตัวเมียกกไข่ตามลำพัง   ไข่นกกางเขนบ้านจะใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณ 8-14 วัน[ เมื่ออายุได้ประมาณ 15 วันจะเริ่มหัดบิน

นกกางเขนบ้าน

แหล่งที่พบนกกางเขนบ้าน  พบได้ตามสวนทั่วๆไป ได้ทุกภาคของไทย   เป็นนกที่มีคนนิยมเลี้ยงกันเพราะเสียงร้องที่ไพเราะ แต่ก็ไม่แนะนำให้นำนกกางเขนมาเลี้ยงเพราะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://tourthai.online

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564

วัดไทยไวสาลี ประเทศอินเดีย

วัดไทยไวสาลี ประเทศอินเดีย
ท่านที่ติดตามโปรแกรมทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถานตามรอยพระพุทธเจ้ามาตลอด ก็คงจะทราบแล้วว่าวันนี้คณะเราทั้ง 10 คนก็ยังอยู่ในช่วงเย็นของวันที่ 3 จากจำนวนโปรแกรมเที่ยวเส้นทางบุญที่ประเทศอินเดียและประเทศเนปาล ซึ่งวางแผนการเดินทางไว้ทั้งหมด 8 วัน ช่วงบ่ายหลังจากเราลงมาจากยอดเขาคิชฌกูฏเพื่อสักการะพระมูลคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้า และไปชมมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองที่สุดของโลก  สำหรับท่านที่จะติดตามตั้งแต่แรกการเดินทางจนจบทริป  
วัดไทยไวสาลี อินเดีย
หลังจากเราออกจากมหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งติดบ่ายมากแล้ว รถก็นำคณะของเราตรงดิ่งไปที่วัดไทยไวสาลี ระยะทางประมาณ 150 กิดลเมตรใช้เวลาเดินทางอยู่บนรถประมาณ 4 ชั่วโมง จึงไปถึงวัดไทยไวสาลีติดมืดเป็นเวลาทุ่มเศษ แต่น่ารักมากที่มีชาวบ้านชาวอินเดียหลายคนต่างกุลีกุจอมาช่วยยกกระเป๋าเดินทางจากรถนำส่งเข้าห้องพัก ช่วยลดแรงหนุ่มน้อยสาวน้อยได้ดีทีเดียวเพราะวันนี้เดินกันเยอะ นั่งรถกันนาน จึงเพลียไปตามๆ กัน แต่ก็สนุกและได้รับความรู้มากมาย จึงไม่รู้สึกเบื่อและเหนื่อยหน่ายเลยตลอดทริป เรามีอะไรที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ ตลอดเส้นทางให้ได้ดูให้ได้ชม โดยเฉพาะสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล
อาหารเช้าที่ วัดไทยไวสาลี
เมื่อรถพาคณะของเราถึงวัดไทยไวสาลี และนำสัมภาระเข้าห้องพักเรียบร้อย ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างไว้สำหรับดูแลคณะผู้เดินทางมาแสวงบุญเพื่อใช้เป็นที่พักโดยเฉพาะ ห้องพักกว้างขวางสะดวกสบาย แน่นอนว่าวันนี้เลยเวลาอาหารเย็นมานานพอสมควร ต่างก็เริ่มหิวกันแล้ว ดีที่ได้เค้กบุญจากวัดไทยนาลันทาและเสบียงประเภทขนมกินเล่นต่างๆ รองท้องกันมาบ้างเลยไม่ค่อยเดือนร้อนนัก มื้อเย็นวันนี้ที่วัดไทยไวสาลีก็เป็นอาหารไทยเมนูง่ายๆ แต่อร่อย อาจจะเป็นด้วยเราขึ้นทางเหนือของอินเดียมากขึ้นเรื่อยๆ อากาศเลยค่อนข้างเย็น นัดทุกคนไว้วันรุ่งขึ้นเราจะต้องตื่นกันเช้าหน่อยมารับอาหารเช้าก่อนแล้วจะได้เดินทางกันต่อ พรุ่งนี้สถานที่สำคัญที่เราจะเดินทางไปนมัสการคือ มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของสังเวชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา
ข้าวต้มเห็ดหอมร้อนๆ และอร่อยมาก ที่วัดไทยไวสาลี อินเดีย
เช้าของวันที่ 4 ทุกคนก็ตื่นเช้ามากินอาหารเช้าเป็นข้าวต้มเห็ดหอมร้อนๆ อากาศเย็นๆ กินอร่อยมาก เมื่อคืนมาถึงวัดไทยสาลีมืดเลยไปได้เดินชมบรรยากาศของวัด ทานมื้อเช้าเสร็จแล้วก็เลยถือโอกาสเดินสำรวจเสียหน่อย แม้นว่าจะเป็นช่วงต้นเดือนมีนาคม ที่นี่อากาศก็ค่อนข้างเย็น คนที่กินข้าวต้มมื้อเช้าเสร็จแล้ว หลายท่านก็เลยถือโอกาสไปนั่งผิงไฟที่เขาก่อไว้และจิบกาแฟร้อนๆ เพิ่มความสดชื่นและกระปรี้กระเปล่า ใกล้สวนดอกไม้ที่ทางวัดปลูกไว้


ครั้นได้เวลาประมาณ 07.30 น. คณะก็เช็คของอำลาวัดไทยไวสาลี ก็ยังมีคนอินเดียหลายคนมาช่วยกันลากกระเป๋าตั้งแต่หน้าห้องพักมาส่งจนถึงขึ้นรถ ก็เลยให้ทิปน้ำใจกันคนละเล็กละน้อย แต่ก่อนจะเดินทางกัน เรามารู้จักกับวัดไทยไวสาลีกันซักหน่อย
ตื่นเช้าขึ้นมา ชาวอินเดียก็มารอช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถ นั่งผิงไฟเพราะอากาศเย็น
ความเป็นมาของวัดไทยเวสาลี ตั้งอยู่ที่เมืองไวสาลี รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นวัดที่สร้างและบริหารโดยคณะสงฆ์ไทย ที่วัดไทยไวสาลีได้จัดเตรียมห้องพักและมีอาหารไว้บริการให้ความสะดวกแก่นักเดินทางที่มาแสวงบุญที่เมืองไวสาลี ประเทศอินเดียโดยเฉพาะคณะสงฆ์และสาธุชนชาวไทย  จะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการเดินทาง 
มุมนั่งกินกาแฟในสวนดอกไม้ วัดไทยไวสาลี

ความสำคัญของเมืองเวสาลี หรือ ไวสาลี ในครั้งพุทธกาลไวสาลีเป็นเมืองหลวงของคณะเจ้าลิจฉวีที่ ปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตยเป็นที่แรก ๆ ของโลก (บ้างก็เรียกว่าเป็นระบบประชาธิปไตย) เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองที่เป็นมั่นสำคัญของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้น โดยพระพุทธเจ้าเคยเสด็จเยือนไวสาลีแห่งนี้ในปีที่ 5 หลังการตรัสรู้ ตามการกราบบังคมทูลเชิญจากเจ้าผู้ครองแคว้น  

อาคารที่พักนักเดินทางของ วัดไทยไวสาลี ประเทศอินเดีย

ในช่วงหลังพุทธกาล เมืองไวสาลีได้ตกเป็นของแคว้นมคธโดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรูพระราชาแห่งเมืองราชคฤห์ และหลังการล่มสลายของราชวงศ์พระเจ้าพิมพิสารในเมืองราชคฤห์ เพราะประชาชนไม่อาจยอมรับพระราชาของตระกูลนี้เพราะเป็นราชวงศ์ที่ลูกมักจะฆ่าพ่อตนเองเพื่อแย่งราชบัลลังก์ พระราชาองค์ต่อมาของกรุงราชคฤห์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธจากกรุงราชคฤห์มายังเมืองเวสาลีเพื่อตั้งใจล้างคำสาปแช่ง ทำให้เมืองไวสาลีแห่งนี้เจริญถึงขีดสุด  เมืองไวสาลีหรือเวสาลีได้เป็นสถานที่ใช้ทำทุติยสังคายนาของพระพุทธศาสนา และต่อมาเมืองก็เริ่มเสื่อมความสำคัญและถูกทิ้งร้างแล้วได้มีการย้ายเมืองหลวงไปตั้งใหม่ที่เมืองปาฏลีบุตรหรือเมืองปัตนะอันเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารในปัจจุบัน

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่โทร. 084-625-9929  

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ
www.rkatour.com