วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เช็คอิน ณ ลุมพินี ประเทศเนปาล

Hotel Buddha Town & Restaurant
เช็คอินประเทศเนปาล จากตอนที่แล้วท่านที่ติดตามอ่านบทความมาตลอดจะทราบแล้วว่า เรื่องราวตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงใกล้เที่ยงของวันที่ 5 ในโปรแกรมเดินทางไปแสวงบุญเส้นทางตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียและเนปาล ซึ่งสามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่

สายวันนี้หลังจากเราผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาในประเทศเนปาลเรียบร้อยแล้ว รถนำเที่ยวก็พาพวกเรามุ่งหน้าไปที่ตำบลลุมพินี แต่เนื่องจากเลยเวลาเที่ยงไปนิดหน่อยแล้ว เราก็เลยจะไปเช็คอินเข้าพักและทานอาหารกลางวันกันก่อนที่ Hotel Buddha Town & Restaurant 

Hotel Buddha Town & Restaurant 

ซึ่งดูจากลักษณะของโรงแรมแล้วเชื่อว่าคงสร้างโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อต้อนรับนักแสวงบุญที่เดินทางไปที่ลุมพินีเป็นส่วนใหญ่ เป็นโรงแรมไม่ใหญ่นักสภาพก็น่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ความสะดวกสบายก็โอเค ราคาก็ไม่แพง ห้องพักมีแอร์ด้วยแต่เนื่องจากช่วงที่เราไปอากาศค่อนข้างเย็น คงอาศัยเปิดแอร์เพื่อหมุนเวียนอากาศภายในห้องเสียมากกว่า เพราะกลางคืนอากาศภายนอกน่าจะเย็นกว่าลมแอร์

ภายในห้องพักของ Hotel Buddha Town & Restaurant 
เมื่อไปถึงโรงแรมไกด์ชาวอินเดียก็รีบไปเช็คอิน ให้พวกเราเข้าที่พักเอาสัมภาระไปเก็บแล้วลงมาทานอาหารกลางวันด้วยกันซึ่งเที่ยงวันนี้จัดเป็นอาหารท้องถิ่น โดยเลือกเมนูที่เชื่อว่าคนไทยในกลุ่มเราจะมีปัญหาในการกินน้อยที่สุด เพราะเมื่อเช้าหลายคนรองท้องกันมาแบบเบาๆ หัวหน้าทัวร์สั่งอาหารมาหลายอย่างกินกันจนอิ่มแปร้ ไกด์ถามว่าจะรับอะไรเพิ่มอีกบ้าง ก็ได้แต่สั่นหัวด๊อกแด๊ก เพราะกินรวมมื้อเช้ามื้อเที่ยงและเผื่อมื้อเย็นไปด้วยแล้ว 555
มื้อเที่ยงที่ Hotel Buddha Town & Restaurant

มื้อเที่ยงที่ Hotel Buddha Town & Restaurant

มื้อเที่ยงที่ Hotel Buddha Town & Restaurant

มื้อเที่ยงที่ Hotel Buddha Town & Restaurant
อาหารท้องถิ่นทั้งในอินเดียและลุมพินีประเทศเนปาล หน้าตาก็คล้ายๆ กันกินอร่อยดี แต่ก็ถือว่าคณะของเราโชคดีที่ทางผู้จัดนำเที่ยวจัดรายการมื้ออาหารให้ได้กินทั้งอาหารไทยที่วัดไทยและอาหารอินเดียจากร้านอาหารและในโรงแรมให้กินสลับกัน อยู่ในอินเดีย 8 วัน ไม่ได้เน้นหนักไปทางอาหารอินเดียอย่างเดียว ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหากับผู้ร่วมคณะบางท่านที่ไม่ค่อยถนัดในการกินอาหารต่างประเทศมากนัก
มื้อเที่ยงที่ Hotel Buddha Town & Restaurant
อาหารที่สั่งมาเรียกชื่อเมนูอาหารไม่ค่อยถูกและจำไม่ได้แล้วด้วย สั่งมาเยอะแต่ก็กินกันได้หมด ก็เชื่อว่าคงถูกปากทุกคนในคณะ ก็ผ่านไปอีกหนึ่งมื้อแบบอร่อยๆ กับอาหารต่างประเทศมื้อแรกในเนปาล อิ่มแล้วเราก็ไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปที่ลุมพินี หรือคนไทยถนัดเรียกสวนลุมพินี อันเป็นสถานที่ที่พระนางสิริมหามายาประสูติพระโอรสนามเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งต่อมาได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าศาสดาของเรา

มีเรื่องเล่าเพิ่มเติมอีกนิด ช่วงนี้ที่เราอยู่ในอินเดียตรงกับเทศกาลโฮลีพอดี ซึ่งก็คล้ายกับประเพณีสงกรานต์บ้านเรา แต่เขาสาดกันด้วยสีไม่ได้สาดกันด้วยน้ำ เป็นเทศกาลของชาวฮินดูซึ่งจัดทุกปีในเดือนมีนาคม โดยมีงานเทศกาลเแลิมฉลองกัน 2 วันอย่างยิ่งใหญ่มาก  เทศกาลโฮลีนี้ถูกเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลแห่งสีสัน เพราะทุกคนในงานจะสาดผงสีใส่กันอย่างสนุกสนาน  มาถึงเนปาลก็ยังเห็นผู้คนสาดสีกันแสดงว่าวัฒนธรรมคงจะเชื่อมถึงกันเนื่องจากพรมแดนประเทศติดกัน ถ้าใครตาดีจะสังเกตเห็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมก็เลอะไปด้วยสีเช่นกัน
ควันหลงเทศกาลโฮลีในเนปาล
ภาพล่างนี้ไม่มีเจตนาล้อเลียน แต่คงถูกลูกหลงกับเขาด้วย โฮลีเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่และสนุกมาก มาเต็มทั้งแสงสีเสียง เสียดายที่พวกเรามาถึงแหล่งของเทศกาลและตรงกับวันเทศกาลพอดี แต่ตารางการเดินทางที่แน่นทำให้ปลีกตัวออกไปสังเกตการณ์ยาก (แต่ความจริงคือกลัวเลอะมากกว่า อิอิ)

กับอีกเรื่องที่ต้องเตรียมใจในการไปแสวงบุญที่อินเดียคือ ถนนหนทางในอินเดียดีมาก เดินทางสะดวกสบายเกือบตลอดเส้นทาง มีบ้างที่ผิวจราจรไม่ดีแต่จะเป็นเฉพาะในแหล่งชุมชุนใหญ่ๆ ที่ผู้คนพลุกพล่าน ไกด์เล่าให้ฟังแต่ไม่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ฟังมาได้ว่าที่ถนนในชุมชนหลายๆ แห่งของอินเดียมีถนนขรุขระเป็นเพราะในชุมชนมีทั้งเด็กเล็กคนแก่และผู้ใช้ถนนค่อนข้างเยอะ ถ้าถนนดีรถวิ่งเร็วก็อาจจะเกิดอันตรายกับคนในชุมชนได้ง่าย ดังนั้นเมื่อทางราชการทำถนนดีๆ เข้ามาในชุมชน ไม่นานถนนช่วงนั้นก็จะมีคนทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนเดิม
การเดินทางตลาดเส้นทางแสวงบุญตามรอยพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย แม้จะต้องนั่งรถไกลและยาวนานมากในแต่ละวัน แต่ถนนก็ดีมากเดินทางสบายและสะดวกดี แต่ตรงข้ามกับที่ลุมพินีประเทศเนปาล แม้นว่าจะมีระยะทางไม่กี่สิบกิโลเมตรแต่ถนนยังเป็นลูกรังคล้ายกำลังก่อสร้าง  ก็เป็นสภาพที่คนที่จะไปแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าต้องพบเจอ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นความลำบากหรือเดินทางยากแต่อย่างใด แค่เตรียมความพร้อมสะสมบุญเป็นค่าปัจจัยเดินทางให้พร้อม มีร่างกายแข็งแรงนั่งรถไกลๆ ได้ เท่านี้ก็สามารถไปแสวงบุญเพื่อสักการะ 4 สังเวชนียสถานทั้งสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพพาน ล้วนเป็นสถานที่ที่ได้รับการยอมรับว่าศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา
บริเวณทางเข้าลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
บ่ายนี้รถนำเที่ยวกำลังนำคณะของเราไปที่ลุมพินี ซึ่งขอยกยอดไปเล่าในตอนต่อไป เพราะเนื้อหาคงทั้งแน่นและยาวเลยทีเดียว ไปติดตามตอนหน้านะครับ

ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่  www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล   สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929  
สามารถสมัครเป็นเพื่อนทางไลน์ หรือช่องทาง  https://lin.ee/dcUb0ed จะได้ไม่พลาดข่าวสารใหม่ๆและโปรโมชั่นทัวร์โดนๆ ที่อัพเดททุกวัน

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

วัดอัมพาวาส ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี

วัดอัมพาวาส ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
 วัดอัมพาวาส อยู่ที่ตำบลว้ง อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี วัดนี้คนในท้องถิ่นนิยมเรียกว่าวัดท่าม่วง เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาอยู่ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีประวัติตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕ 

อุโบสถวัดอัมพาวาส

ประวัติของวัดอัมพาวาส ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากหลักฐานสำคัญได้แก่ เจดีย์ที่อยู่ภายในบริเวณวัด ซึ่งสันนิษฐานว่าบริเวณนี้คงเป็นชุมชนดั้งเดิมของอำเภอท่าชนะ เจดีย์มีรูปแบบศิลปกรรมและอายุที่สร้างประมาณช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

เจดีย์โบราณซึ่งปัจจุบันถูกปกคลุมด้วยต้นโพธิ์ใหญ่

บริเวณรอบๆ วัดอัมพาวาส มีหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ที่พบบริเวณชุมชนใกล้เคียงวัดอัมพาวาส ได้แก่ ลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน หินอาเกต หินควอตซ์ ลูกปัดแก้วสีต่างๆ และกำไลแก้ว สันนิษฐานว่าชุมชนโบราณละแวกนี้คงเป็นเส้นทางการค้าสมัยโบราณ น่าจะร่วมสมัยเดียวกับแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ของไชยา 

ภายในศาลาการเปรียญวัดอัมพาวาส

โบราณสถานที่สำคัญของวัดอัมพาวาส คือ เจดีย์วัดอัมพาวาส ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของอดีตเจ้าอาวาสวัดนี้ ปัจจุบันถูกต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้นคลุมทับจนแทบมองไม่เห็นเจดีย์ชาวบ้านจึงนิยมเรียกกันว่าพ่อท่านในโพธิ์ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีอาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๑๙ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕ 

บันทึกประวัติวัดอัมพาวาส
มีบันทึกเรื่องราวของวัดอัมพาวาส โดยอาศัยอิงกับเค้าโครงทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท และแม่ทัพนายกองยกทัพมาปราบพม่าที่ยกทัพมาตีหัวเมืองทางภาคใต้ เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว มีการประกาศชัยชนะและสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งชื่อว่าวัดโคธารามซึ่งก็คือวัดอัมพาวาสในปัจจุบัน แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดว่าเป็นการสร้างวัดใหม่ขึ้นมาหรือพัฒนาวัดเดิมที่เป็นวัดร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง 

พญานาครอบอุโบสถวัดอัมพาวาส
เนื่องจากวัดอัมพาวาสเป็นวัดเก่าแก่ ผ่านกาลเวลาและมีอายุยาวนาน ดังนั้นสิ่งก่อสร้างอาคารต่างๆแต่เดิมก็ล้วนชำรุดไปมาก ปัจจุบันวัดอัมพาวาสมีการบูรณะและพัฒนาจนมีความสวยงาม แต่ก็ยังรักษาไว้ซึ่งความสงบร่มรื่น ด้านหลังของวัดก็ยังคงมีดงของต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นมาก เหมาะที่จะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ปัจจุบันมีพระจำพรรษาอยู่แต่จำนวนไม่มากนัก เป็นวัดที่มีความน่าสนใจทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและร่องรอยของศิลปะการก่อสร้างในยุคก่อนให้ได้ไปศึกษา
พ่อท่านในโพธิ์ วัดอัมพาวาส
ภายในวัดอัมพาวาสนอกจากมีพ่อท่านในโพธิ์ ซึ่งเป็นเจดีย์โบราณที่ปกคลุมด้วยต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของคนในท้องถิ่นแล้ว  เชื่อว่าเป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่เมื่อใครได้รับความเดือดร้อนแล้วมาบนบานด้วยการจัดมโนราห์หรือมวยมาแสดงถวายมักจะสำเร็จทุกราย และภายในบริเวณของวัดอัมพาวาสยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับโคทองซึ่งเป็นโคศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาวัดแห่งนี้ด้วย
พระพุทธรูปที่สร้างใหม่ขึ้นมาในภายหลัง หน้าเจดีย์พ่อท่านในโพธิ์
ประวัติโคทองวัดอัมพาวาส
ติดตามสาระดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://tourthai.online
ติดตามเป็นเพื่อนกันทางช่องทางไลน์ เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ และโปรโมชั่นรายการนำเที่ยวที่มาอัพเดทกันทุกสัปดาห์

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

ผ่านด่านโสเนารี เข้าสู่ประเทศเนปาล

ด่านโสเนารี ชายแดนอินเดีย-เนปาล
 วันนี้เข้าสู่วันที่ 5 ของโปรแกรมเดินทางไปตามรอยเส้นทางของพระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียและเนปาล คณะของเราwfhเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม Bhadant Gyaneshwar Buddha-Vihar ตั้งแต่เช้าตรู่ประมาณ ตี 5   ออกมาจากโรงแรมเตรียมขึ้นรถก็เจอชาวอินเดียกำลังก่อไฟเตรียมเปิดร้านเดาว่าคงขายอาหารเช้า ต้องชื่นชมในความขยันของคนที่นี่ครับ คงเป็นเพราะประชากรเขาเยอะมากทุกคนจึงต้องขยันทำมาหากินกันสุดๆ ขยันอดทนและประหยัดเป็นสมญาที่เรารู้จักแขกอินเดียตั้งแต่อยู่เมืองไทย มาเจอแขกตัวเป็นๆ ต้องยอมรับว่าเขาขยันและอดทนกว่าที่เราคิดเยอะเลยครับ
คนอิยเดียเริ่มเตรียมเปิดร้าน
คณะของเรากะว่าจะรีบเดินทางแต่เช้าตรู่เพื่อไปให้ถึงด่านตั้งแต่ก่อนเวลาทำการของด่านเป็นคณะแรกๆ เพื่อจะได้คิวผ่านด่านตม.เข้าสู่ประเทศเนปาลเร็วๆ เพราะหากไปถึงด่านสายคิวจะยาวมากถึงมากๆ ต้องเสียเวลารอนานโดยไม่จำเป็น


ออกจากโรงแรมตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น รถก็ทำเวลาจนมาใกล้ถึงชายแดนรอยต่อระหว่างประเทศอินเดียและเนปาล เห็นร้านอาหารก็เลยแวะรถเข้าไปเพื่อจัดการมื้อเช้าให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่ต้องแขวนท้องหิวกันมาก เพราะวันนี้มื้อเที่ยงน่าจะเลทนิดหน่อย  
ทานอาหารเช้าที่ร้าน  Susham' Haveli Restaurant

เข้าไปในร้านอาหารชื่อว่า Susham' Haveli Restaurant ก็ให้ทุกคนเลือกสั่งกินตามอัทธยาศัย เป็นเมนูอาหารเช้าง่ายๆ อิ่มกันแล้วรถนำเที่ยวก็พาคณะเราตรงดิ่งไปที่ด่านโสเนารีเลย ปกติคนไทยเดินทางมาถึงที่นี่เพื่อรอข้ามด่านไปลุมพินีประเทสเนปาลจะต้องแวะมากินแตงโมโรตีอร่อยที่สุดในโลกที่วัดไทยนวราชรัตนาราม960 แต่คณะเรากลัวเข้าคิวสายแล้วต้องรอนานเลยขอแวะในขากลับออกมาจากเนปาลดีกว่า เพราะยังไงเสียก็ต้องใช้เส้นนี้เดินทางกลับ
บรรยากาศคนรอข้ามด่านพรมแดนที่โสเนารี
เมื่อรถไปถึงด่านโสเนารี ไกด์ชาวอินเดียก็รีบไปยื่นเอกสารต่อคิว ทั้งที่เรามาถึงที่ทำการด่านประมาณแปดโมงเช้าก่อนเวลาทำการเล็กน้อย แต่ปรากฏว่ามีคนมาตั้งแถวรอตรวจเอกสารเดินทางไปในประเทศเนปาลยาวเหยียดเลย เป็นคิวก่อนลำดับของเราน่าจะเกิน 200 คน  ส่วนใหญ่จะเป็นนักเดินทางแสวงบุญชาวพุทธจากหลากหลายประเทศที่ตั้งใจจะไปที่ลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า และเมื่อเราเข้าคิวในแถวแล้วซักครู่ก็มีผู้ที่จะเดินทางเข้าไปในเนปาลมาต่อจากเราอีกหลายร้อย ดูจากลักษณะและมีพระสงฆ์ซึ่งแม้นว่าไม่ได้นุ่งห่มอย่างพระบ้านเรา แต่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นชาวพุทธในพระพุทธศาสนาที่จะไปสวนลุมพินีเหมือนเราแน่ๆ
บรรยากาศระหว่างรอผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านโสเนารี
ระหว่างรอคิวตรวจเอกสารและประทับตรา ก็เห็นฝรั่งอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ลองหาเรื่องคุยกับฝรั่งเล่นๆ ฆ่าเวลา รู้ว่าพวกเขาตั้งใจมาปีนเขาเอเวอร์เรสท์ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกกัน ฟังเรื่องเล่าแต่ละคนแล้วก็อยากไปสัมผัสบรรยากาศแบบนั้นบ้าง แต่ไม่ต้องถึงยอดเขาเอเวอร์เรสท์หรอก เอาแค่ฐานเบสท์แคมป์ก็พอ ยังไม่อยากหนาวตาย หุหุหุ
ด่านตรวจคนเข้าเมือง โสเนารี รัฐยูพี อินเดีย
ในที่สุดพิธีการตรวจคนเข้าเมืองก็เรียบร้อย ขั้นตอนไม่ยุ่งยากเพราะไกด์ทำเอกสารกรอกไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราแค่ไปแสดงตัวกับให้เจ้าหน้าที่ดูหน้าและประทับตราลงพาสปอร์ต ก็ถือว่าเจ้าหน้าที่ทำงานได้รวดเร็วแบบเคร่งขรึมและเคร่งเครียดประสาแขกอินเดีย ไม่ค่อยมีรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบเจ้าหน้าที่ชาวสยาม แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดีไม่มีใครถูกกักตัวอยู่ฝั่งอินเดีย  เสร็จงานเอกสารฝั่งอินเดีย เราก็เดินทางข้ามด่านเข้าไปในเขตประเทศเนปาล ให้ฝั่งตม.ของประเทศเนปาลตรวจเอกสารและประทับตราอีกที ระหว่างตรวจเอกสารและเดินทางเข้ามาในประเทศเนปาลก็เจอเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบทั้งหญิงชายดูเข้มและขรึมเท่ห์ดี ไกด์บอกว่า อย่าไปล้อเล่นกับพวกเขาทหารเหล่านี้คือนักรบกรูข่า ทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดนักรบที่อันตรายที่สุดในโลก ก็แอบชื่นชมพวกเขาครับในฐานะที่เราก็ชอบสายวิชาทหารอยู่บ้าง
อาหารกลางวันในประเทศเนปาล
กว่าจะเสร็จพิธีการในการเข้าและออกประเทศจากทั้งด่านด้านอินเดียและของเนปาล ก็เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเศษ เมื่อออกจากด่านโสเนารี เราก็อยู่ในประเทศเนปาลกันเรียบร้อย รถนำเที่ยวก็พาคณะของเราไปเช็คอินเข้าพักและรับประทานอาหารกลางวันที่ Hotel Buddha Town & Restaurant  ก่อนจะไปสวนลุมพินี ซึ่ง ติดตามได้ในตอนต่อไปนะครับ
สวนลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
ติดตามอ่านบทความทั้งหมดใน ประสบการณ์เดินทางไปแสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน 8 วัน ในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ที่ www.rkatour.com

สนใจเดินทางไปทัวร์แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน สักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธศาสนา สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล  สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ โทร. 084-625-9929 
สมัครเป็นเพื่อนกันทางไลน์เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและโปรโมชั่นดีๆ ที่มีมาทุกสัปดาห์

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564

น้ำตกเหวโหลม พะโต๊ะน่าเที่ยว ที่จังหวัดชุมพร

น้ำตกเหวโหลม อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
น้ำตกเหวโหลม  อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน  ที่ ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร  เป็นน้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 80 เมตร ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนน้ำตกจะไหลแรงมากที่บริเวณน้ำตกจะมีละอองน้ำฟุ้งกระจายเหมือนม่านหมอกอันเกิดจากสายน้ำตกที่ไหลลงมาจากที่สูงกระทบกับโขดหินข้างล่างอย่างแรง 

น้ำตกเหวโหลม

น้ำตกเหวโหลมมีทั้งหมด 2 ชั้น โดยชั้นที่ 2 จะสวยงามมาก มีสายน้ำตกแผ่กว้างไปทั่วหน้าผา บริเวณโดยรอบของน้ำตกเหวโหลมยังเป็นป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์มีต้นไม้ใหญ่ๆเยอะมาก  เหมาะที่นักผจญภัยแนวธรรมชาติที่จะมาศึกษาธรรมชาติและดูนกนานาชนิด สามารถไปเที่ยวที่น้ำตกเหวโหลมได้ตลอดปี  แต่ไม่ควรลงไปเล่นน้ำบริเวณน้ำตกในช่วงฤดูน้ำหลากที่มีน้ำตกไหลแรงเพราะอันตรายมาก แต่เลยน้ำตกออกมาเล็กน้อย ก็มีสายน้ำตื้นๆ ไม่อันตรายสามารถลงเล่นน้ำได้

ป่าต้นน้ำพะโต๊ะ ปากทางเข้าสู่น้ำตกเหวโหลม
การเดินทางไปน้ำตกเหวโหลม อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร  ให้ตั้งต้นที่สี่แยกหลังสวนบริเวณถนนสาย 41 หรือถนนเอเซีย แยกไปทางระนองเข้าถนนทางหลวงหมายเลข 4006  ผ่านอำเภอพะโต๊ะไปถึงกิโลเมตรที่ 11 จะเจอป้ายทางเข้าน้ำตกเหวโหลมอยู่ด้านซ้ายมือ  เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 8 กิโลเมตรก็ถึงหน่วยพิทักษ์เหวโหลม ต้องจอดรถแล้วเดินเท้าเข้าไปประมาณ  500 เมตรผ่านต้นน้ำคลองพะโต๊ะก็จะถึงน้ำตกเหวโหลมที่สวยงาม 


จุดจอดรถบริเวณหน่วยพิทักษ์เหวโหลม การเดินทางไปน้ำตกเหวโหลม เส้นทางสะดวกสบายถนนลาดยางตลอด รถเก๋งเล็กๆ ก็ไปถึงได้สบายมาก

เลยจากจุดจอดรถของหน่วยพิทักษ์เหวโหลมเล็กน้อย ก็จะเจอป่าต้นน้ำคลองพะโต๊ะ เราไปกันในฤดูฝน มีน้ำเยอะ ธรรมชาติสีเขียวสดรอบบริเวณดูร่มรื่นมาก 
เส้นทางเดินไปที่น้ำตกเหวโหลม ระยะทางประมาณ 500 เมตร ต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้น จากจุดจอดรถที่หน่วยพิทักษ์เหวโหลม ก็มีเส้นทางเดินที่สะดวกสบายพอสมควร 
น้ำตกเหวโหลม พะโต๊ะ ชุมพร
เพราะฤดูฝนน้ำตกเหวเหลมจะไหลแรงและเยอะมาก มีละอองฟุ้งของไอน้ำปกคลุมไปทั่วบริเวณคล้ายสายหมอกเต็มไปทั่วบริเวณ เพราะความแรงของน้ำตกจึงไม่มีคนมาเล่นน้ำในช่วงฤดูฝนกันเนื่องจากอันตราย  แต่ถ้าเป็นฤดูร้อนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งของจังหวัดชุมพรที่มีคนนิยมกันมาเล่นน้ำเยอะอยู่เหมือนกันโดยเฉพาะช่วงวันหยุด แต่บรรยากาศโดยรวมของบริเวณน้ำตกก็จะแตกต่างไปจากช่วงฤดูฝน

ดังนั้นใครเป็นสายถ่ายรูปธรรมชาติ ชอบน้ำตกฟุ้งๆ ต้นไม้แปลกๆ เห็ดราตะไคร่เฟริน รวมถึงนกแปลกตา ก็ลองไปหาประสบการณ์ได้ที่น้ำตกเหวโหลมแห่งนี้ ซึ่งบริเวณทางเข้ามาสู่น้ำตกก็มีโฮมสเตย์ของผู้ใหญ่โรจน์ให้บริการทั้งที่พักและอาหารแก่นักท่องเที่ยวด้วย ถ้าสนใจก็ติดต่อสอบถามไปได้ที่โทร. 081-968-3893


สมัครเป็นเพื่อนกันทางไลน์ เพื่อไม่พลาดรับโปรโมชั่นและข่าวสารดีๆ มีมาอัพเดททุกสัปดาห์

เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เรือสปีดโบ๊ทเช่าเหมาลำนำเที่ยว ที่ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี

เรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยว ที่ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
 อำเภอท่าชนะ   เป็นอำเภอท่องเที่ยวที่น่าสนใจของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทั้งภาคฝั่งและภาคทะเลของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ง่าย เร็ว และสะดวกที่สุด มีท่าเรือเอนกประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวซึ่งให้บริการเรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยวสู่หมู่เกาะอ่างทอง เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ดำเนินการโดยบริษัทร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ จำกัด

เส้นทางให้บริการเรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยวจากอำเภอท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
บริษัทร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการเรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยวแบบเช่าเหมาลำ มีเรือให้บริการรองรับนักท่องเที่ยวได้มากถึง 113 ท่าน โดยมีเรือสปีดโบ๊ทให้บริการดังนี้

เรือขนาด 13 ที่นั่ง
เรือร้อยเกาะสำเร็จ เป็นเรือขนาด 27 ฟุต ใช้เครื่องยนต์ขนาด 200 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง แต่เดิมเป็นเรือสปีดโบ๊ทขนาดบรรจุผู้โดยสาร 20+2 ที่นั่ง แต่ได้ปรับปรุงที่นั่งเว้นระยะห่างและทำให้นักท่องเที่ยวนั่งสบายขึ้นมาก จึงเหลือที่นั่งเพียง 13+2 คน คือรับผู้โดยสาร 13 คนและมีลูกเรือ 2 คน
เรือร้อยเกาะสำเร็จ นำเที่ยวที่ท่าชนะ
จุดเด่นของเรือร้อยเกาะสำเร็จ คือ ที่นั่งผู้โดยสารออกแบบมาเป็นที่นั่งเดี่ยวหันหน้าไปทางหัวเรือทั้งหมด ห้องโดยสารเปิดโล่งอากาศถ่ายเทดีมาก เพราะทุกคนจะหันหน้าไปทางหัวเรือตาและการรับรู้ของประสาทภายในหูเชื่อมโยงไปทางเดียวกัน จึงช่วยลดปัญหาการเมาเรือของนักท่องเที่ยวได้ดีกว่าการนั่งหันข้างไปทางหัวเรือมาก

เรือร้อยเกาะสำเร็จ เรือนำเที่ยวจากท่าชนะสู่หมู่เกาะอ่างทอง

เรือสปีดโบ๊ทขนาด 25 ที่นั่ง
ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ ยังมีเรือสปีดโบ๊ท ขนาด 25+2 ที่นั่ง จำนวน 4 ลำ เป็นเรือที่ใช้ 2 เครื่องยนต์ ภายในกว้างขวางสะดวกสบายและมีห้องน้ำในตัวเรือ  สำหรับรองรับผู้โดยสารที่เป็นกรุ๊ปขนาดใหญ่ แต่ละลำรับผู้โดยสารได้ 25 ท่าน ถ้าใช้ทั้ง 4 ลำ ก็สามารถรับผู้โดยสารได้มากถึง 100 คน เมื่อรวมเรือขนาด 13 ที่นั่งอีก 1 ลำ จึงสามารถรับผู้โดยสารได้ถึง 113 คน
เรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยวขนาด 25 ที่นั่ง เช่าเหมาลำนำเที่ยว ที่ท่าชนะ

เรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยว ขนาด 25 ที่นั่ง
นอกจากนี้ ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ ยังมีเรือขนาด  45 ที่นั่ง ขนาด 3 เครื่องยนต์   ให้บริการนำเที่ยวในกรณีพิเศษอีกด้วย แต่เนื่องจากเป็นเรือขนาดใหญ่กินน้ำลึก การนำเรือเทียบท่าที่อำเภอท่าชนะทำได้ไม่สะดวกนัก  การใช้บริการเรือเล็กจะทำให้นักท่องเที่ยวสะดวกในการเดินทางขึ้นและลงจากท่าเรือได้ง่ายกว่า
การให้บริการนำเที่ยวด้วยเรือสปีดโบ๊ทแบบเช่าเหมาลำของร้อยเกาะแอดเวนเจอร์  มีเส้นทางหลักจากท่าเรือเอนกประสงค์อำเภอท่าชนะ สู่หมู่เกาะอ่างทอง ถ้าเป็นการเดินทางพาเที่ยวแบบไปเช้ากลับเย็นหรือวันเดย์ทริป พาไปเที่ยว 3 เกาะ ที่ เกาะวัวตาหลับ ทะเลใน และไปดำน้ำที่เกาะว่าว ใช้เรือขนาดรับผู้โดยสาร  13 ท่าน รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งค่านำเที่ยว ค่ากิจกรรมดำน้ำสน็อคเกิล ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน(ถ้าเป็นชาวต่างชาติจ่ายเพิ่มคนละ 300 บาท) ค่าอาหารกลางวันและค่าประกันภัย เหมาจ่ายเพียง 24,000 บาทเท่านั้น หรือหากจองล่วงหน้าช่วงจัดงานโปรโมชั่นในงานส่งเสริมการท่องเที่ยว ไทยเที่ยวไทย ก็จ่ายเพียง 20,000 บาท เฉลี่ยคนละ 1,539 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าถูกมากในการไปเที่ยวหมู่เกาะอ่างทองแบบเบ็ดเสร็จ หรือหากอยากเที่ยวหมู่เกาะอ่างทองให้จุใจโดยการพักค้างคืนที่อุทยานฯ ก็สามารถให้บริการได้เช่นกัน
เรือนำเที่ยวหมู่เกาะอ่างทอง
นอกจากนี้ ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ ยังให้บริการเรือสปีดโบ๊ทเช่าเหมาลำทุกรูปแบบ ทั้งพาไปเที่ยวเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า และให้บริการเรือเร็วเพื่อการสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำทะเล ขนส่งพัสดุทางทะเล ถ่ายรูปพรีเว็ดดิ้ง หรือแม้แต่เรือสปีดตกปลาก็มีให้บริการ  
เรือสปีดโบ๊ทนำเที่ยว ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ สุราษฎร์ธานี
นอกจากนี้บริษัท ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ จำกัด ยังให้บริการจัดนำเที่ยวสุราษฎร์ธานีทุกรูปแบบครบวงจร ผนวกการท่องเที่ยวจากเกาะต่างๆ เชื่อมโยงกับการนำเที่ยวเขื่อนรัชชประภา เขาสก และซิตี้ทัวร์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีทุกรูปแบบ โดยมีนโยบายสำคัญคือ เที่ยวสนุก เน้นกินอาหารดี ที่นอนสบาย และจ่ายในราคาไม่แพง สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 084-625-9929
เรือนำเที่ยวของร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ จากท่าชนะ สู่หมู่เกาะอ่างทอง
ดูข้อมูลการนำเที่ยวเต็มๆ แบบครบวงจรของ ทั้งในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและทั่วไทย รวมถึงนำเที่ยวต่างประเทศด้วย ได้ที่ http://tourthai.online 
สมัครเป็นเพื่อนกัน เพื่อรับข่าวสารโปรโมชั่นดีๆ มากมาย
เขียนโดย ศักดิ์เพ็ชร  เรืองแพ